"เดชา" ยันบริสุทธิ์ใจแจกกัญชารักษาผู้ป่วย จ่อพบ ป.ป.ส.พรุ่งนี้

"เดชา" ยันบริสุทธิ์ใจแจกกัญชารักษาผู้ป่วย จ่อพบ ป.ป.ส.พรุ่งนี้

"เดชา" ยันบริสุทธิ์ใจแจกกัญชารักษาผู้ป่วย จ่อพบ ป.ป.ส.พรุ่งนี้

รูปข่าว : "เดชา" ยันบริสุทธิ์ใจแจกกัญชารักษาผู้ป่วย จ่อพบ ป.ป.ส.พรุ่งนี้

นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ แถลงยืนยันว่าได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรมการมีกัญชาเพื่อครอบครองทางการแพทย์แล้ว แต่ถูกจับกุมก่อน เตรียมเข้าพบ ป.ป.ส. พรุ่งนี้ (11 เม.ย.) เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

วันนี้ (10 เม.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว หลังไปปฏิบัติภารกิจด้านวิชาการที่ประเทศลาว พร้อมแถลงเรียกร้องสิทธิการใช้กัญชาทางการแพทย์ ร่วมกับเครือข่ายประชาสังคมกัญชาเพื่อการแพทย์ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาต้อนรับและให้กำลังใจ

คำแถลงอย่างเป็นทางการของนายเดชา ศิริภัทร

ผมขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่มาต้อนรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วย ซึ่งแม้ป่วยไข้แต่ก็ยังเดินทางมาเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่า การเข้าถึงยาจากกัญชาเป็นเรื่องสำคัญเพียงใด ผมเสียใจที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาก่อนหน้านี้ได้ ด้วยภารกิจที่องค์กรในประเทศลาวได้เชิญไปศึกษา เรียนรู้ แลกเปลี่ยนกับหมอสมุนไพรพื้นบ้านของลาว จึงไม่สามารถยื่นขอประกันตัวและเดินทางไปรับตัวคุณพรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญออกจากที่คุมขังด้วยตนเอง

ผมยืนยันว่าการแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน โรคข้อ ลมชัก และอื่นๆ นั้น เป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ เรื่องนี้อยู่เหนือกฎระเบียบล้าหลังใดๆ เพราะสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับยาและการรักษาเป็นสิทธิพื้นฐาน และศีลธรรมพื้นฐานของเรา

อย่างไรก็ตาม หลังจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับปรับปรุงแก้ไข มีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา และเปิดโอกาสให้ “หมอพื้นบ้าน” สามารถยื่นขอนิรโทษกรรมการมีกัญชาเพื่อครอบครองทางการแพทย์ได้นั้น ก่อนการเดินทางไปประเทศลาว ผมได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรม แต่กลับมาถูกจับกุมเสียก่อนทั้งๆ ที่ยังอยู่ในระยะเวลา 90 วัน

ผมเพิ่งทราบด้วยว่า หลังจากที่ตัวแทนของผมได้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอนิรโทษกรรม เมื่อวานนี้ (9 เม.ย.) แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยอ้างว่าการยื่นขอนิรโทษกรรมต้องมีหลักฐานว่าได้ครอบครองกัญชา ซึ่งตำรวจได้ริบไปหมดแล้ว อีกทั้งอ้างว่าไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผมเป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งๆ ที่มีหนังสือรับรองจากมูลนิธิสุขภาพไทยที่เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายหมอพื้นบ้านทั่วประเทศ ได้แสดงหลักฐานยืนยันก็ตาม

 

ผมขอยืนยันว่านอกเหนือจากการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ และเป็นครูสอนการปรับปรุงพันธุ์ข้าวแล้ว ผมยังทำหน้าที่เป็นหมอพื้นบ้านในการแนะนำการใช้สมุนไพร การปลูกพืชที่มีคุณค่าทางอาหารและยา มานานกว่า 20 ปี ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในหนังสือ เทคโนโลยีชาวบ้าน หมอชาวบ้าน เป็นต้น เป็นประจักษ์พยาน

กล่าวเฉพาะในช่วงกว่า 10 ปีมานี้ ผมได้สนใจค้นคว้าทดลองยาจากกัญชามาโดยต่อเนื่อง ทั้งจากตำราต่างประเทศ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการทดลองใช้ด้วยตนเองและคนใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าสามารถรักษาผู้คนได้จึงเริ่มแจกจ่ายยาจากกัญชา เพื่อหวังให้ผู้ป่วยเหล่านั้นพ้นทุกข์จากความป่วยไข้

ผมยืนยันว่า หมอพื้นบ้านทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับอนุญาตให้มีการปรุงยาจากกัญชาเพื่อการรักษาผู้คน โดยในส่วนของผมเองนั้นได้หารือในเบื้องต้นกับ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ซึ่งจะหาโอกาสแถลงข่าวร่วมกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากนี้

ผมขอแจ้งให้ทราบว่า ในวันพรุ่งนี้ (11 เม.ย.) ผมและทีมทนายความจะเดินทางไปแสดงตัวต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ถนนดินแดง ในเวลาประมาณ 10.00 น. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากนั้นจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อกำหนดนัดหมายวันเข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

ในสุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อประชาชนเป็นจำนวนมากที่ได้บริจาคเงินผ่านมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ที่ได้ร่วมรณรงค์ #SaveDecha #SaveSong #RightToMedicne เพื่อเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงยากัญชาของประชาชน ซึ่งทราบว่าล่าสุดเกิน 1 ล้านบาทแล้ว สำหรับการขอประกันตัวคุณพรชัย ชูเลิศ และสำหรับการต่อสู้คดีของทั้งผมและคุณพรชัยต่อไป

ขอขอบคุณคุณอนุทิน ชาญวีรกูล และผู้ที่ได้ประกาศสนับสนุนการต่อสู้คดี เช่น นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ประกาศใช้ตำแหน่งของตนเพื่อประกันตัวผม รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีบางท่านที่ไม่ประสงค์จะออกนาม เตรียมใช้หลักทรัพย์เพื่อใช้ในการประกันตัว เป็นต้น

ตั้งข้อสังเกตถูกบุกค้นก่อนหมดเขตนิรโทษกรรม

นายเดชายังตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใคเจ้าหน้าที่ถึงมาบุกค้นและแจ้งข้อหากับเจ้าหน้าที่มูลนิธิ โดยเฉพาะช่วงที่ตัวเองไม่อยู่ อีกทั้งยังอยู่ในช่วงเวลาการยื่นเรื่องนิรโทษกรรมกัญชา 90 วัน จึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ

มูลนิธิผมทำเรื่องข้าวมากว่า 20 ปี แต่กลับถูกใส่ร้ายว่าปลูกกัญชา ทำเรื่องข้าวบังหน้า แต่ของกลางที่จับได้ไม่ได้อยู่ในดิน แต่อยู่ในถุง กระถาง เตรียมแจกจ่ายให้ทุกคนได้ไปจดแจ้ง ผมจัดอบรมเรื่องนี้มาเป็น 10 ครั้งแล้ว เตรียมทุกอย่างอย่างถูกกฎหมาย

นอกจากนี้ นายเดชายังขอให้สื่อมวลชนบางสำนักที่นำเสนอข่าวว่า ปลูกข้าวบังหน้า เพื่อปลูกกัญชา ขอให้ทำการขออภัยอย่างเป็นทางการ ภายใน 5 วัน ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

กลับขึ้นด้านบน