รพ.บำรุงราษฎร์ ชี้แจงกรณีผู้ป่วยถ่ายเลือดติดเชื้อเอชไอวี

รพ.บำรุงราษฎร์ ชี้แจงกรณีผู้ป่วยถ่ายเลือดติดเชื้อเอชไอวี

รพ.บำรุงราษฎร์ ชี้แจงกรณีผู้ป่วยถ่ายเลือดติดเชื้อเอชไอวี

รูปข่าว : รพ.บำรุงราษฎร์ ชี้แจงกรณีผู้ป่วยถ่ายเลือดติดเชื้อเอชไอวี

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้แจงกรณีผู้ป่วยรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่พบการติดเชื้อเอชไอวีจากการรับเลือด ระบุดูแลเยียวยาตลอด 266 ครั้งและเสียใจต่อเหตุการณ์นี้

วันนี้ (9 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีข่าวหนุ่มวัย 24 ปี รักษามะเร็งที่โรงพยาบาล แต่ได้รับเชื้อเอชไอวี ซึ่งโรงพยาบาล ได้ทำการตรวจสอบแล้ว ขอชี้แจงว่า บุคคลในภาพข่าวนั้นเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาล และโรงพยาบาลฯได้รับผู้ป่วยรายดังกล่าวเข้ารับการรักษาอาการโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เริ่มจากปี พ.ศ.2547 คือ เมื่อ 15 ปีก่อน

เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของผู้ป่วย โรงพยาบาลไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลประวัติ การรักษาผู้ป่วยรายดังกล่าวได้ แต่ขอถือโอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อแสดงถึงจุดยืนในการให้การรักษาและการเยียวยาแก่ผู้ป่วยตามหลักมนุษยธรรมที่โรงพยาบาลฯ ได้ปฏิบัติตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา

ข้อปฏิบัติในการให้เลือด

โรงพยาบาลฯ มีข้อปฏิบัติในการรับเลือดจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาด ไทย เพื่อให้การรักษาแก่ผู้ป่วย ด้วยเป็นสถาบันที่มีการคัดเลือกและตรวจเลือดผู้บริจาคตามมาตรฐานระดับประเทศและระดับสากล มีมาตรการคัดกรองผู้บริจาคโลหิตด้วยแบบสอบถามและซักประวัติพฤติกรรมความเสี่ยง มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีซีโรโลยี่ ด้วยน้ำยาที่มีความไวสูงสุด และตรวจด้วยวิธี Nucleic acid amplification test (NAT) ดังนั้นผลิตภัณฑ์เลือดจะมีความปลอดภัยสูง ผ่านการตรวจคัดกรองการติดเชื้อต่าง ๆ รวมถึงการตรวจคัดกรองเชื้อ HIV ด้วย ในช่วงปี พ.ศ. 2547

ซึ่งผู้ป่วยรายนี้เข้ารับการรักษา ทางศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ ได้ใช้เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคนิค NAT ที่สามารถตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้มาถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการตรวจคัดกรองการติดเชื้อในเลือดยังมีข้อจำกัดกรณีที่ผู้บริจาคเพิ่งได้รับเชื้อเข้ามาใหม่ซึ่งในเลือดจะมีปริมาณเชื้อไม่มากพอที่จะตรวจพบได้ด้วยวิธีใด ๆ (Window period) จึงอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับเชื้อเหล่านี้ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าทางโรงพยาบาลต่างๆ ล้วนมีข้อปฏิบัติในการให้ผู้ป่วยรับทราบถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการได้รับเลือดซึ่งรวมถึงเชื้อ HIVด้วย แล้วจึงลงนามยินยอมรับการให้เลือดเพื่อการรักษาที่จำเป็น

การดูแลรักษาเพื่อเยียวยาตามหลักมนุษยธรรม

โรงพยาบาลฯ รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยรายดังกล่าว และยึดมั่นในการดูแลให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือค่าดูแลรักษาเรื่อง HIV และอาการข้างเคียงอื่นๆ อันเป็นผลจากเชื้อ HIV โดยปรากฏในประวัติย้อนหลังผู้ป่วย ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับการรักษา เป็นจำนวนเงินกว่า 7 หลักรวมการเข้ารักษาทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน 266 ครั้ง ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการการบริบาลด้วยความเอื้ออาทรแก่ผู้ป่วยที่โรงพยาบาล ยึดมั่นมาตลอดกว่า 38 ปี

โรงพยาบาลฯ ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีความเห็นใจต่อตัวผู้ป่วยตลอดจนครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ โรงพยาบาลฯ ขอถือโอกาสนี้ ยืนยันที่จะให้การดูแลรักษาผู้ป่วยรายนี้เป็นอย่างดีที่สุดต่อไป รวมถึงการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลตามหลักคุณธรรมและมนุษยธรรมอย่างเหมาะสมต่อไป



กลับขึ้นด้านบน