ร้อง ก.ยุติธรรม เยียวยา หลังตกเป็นผู้เสียหายคดียาเสพติด

ร้อง ก.ยุติธรรม เยียวยา หลังตกเป็นผู้เสียหายคดียาเสพติด

ร้อง ก.ยุติธรรม เยียวยา หลังตกเป็นผู้เสียหายคดียาเสพติด

รูปข่าว : ร้อง ก.ยุติธรรม เยียวยา หลังตกเป็นผู้เสียหายคดียาเสพติด

ผู้เสียหายที่ถูกดำเนินคดีร่วมกันค้ายาเสพติด จากการนำส้มไปขายแล้วเจอยาบ้าซ่อนอยู่ 50,000 เม็ด ยื่นหนังสือให้กระทรวงยุติธรรมเยียวยา หลังตกเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา ขณะที่รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเตรียมนำเรื่องเข้าคณะกรรมการตรวจสอบว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่

วันนี้ (31 พ.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิชิต เชิดธรรม ผู้เสียหายที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมค้ายาเสพติด จากกรณีที่นำส้มไปขายแล้วพบมียาบ้าอยู่ในลังส้ม 50,000 เม็ด เดินทางพร้อมกับทนายความ เพื่อยื่นหนังสือขอให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการช่วยเหลือเยียวยา หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เนื่องจากไม่พบการกระทำความผิด

 

 

นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรณีของนายพิชิตยังไม่เข้าข่ายที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือผู้เสียหายที่ตกเป็นจำเลยในคดีอาญา เนื่องจากยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของศาล แต่เมื่อครอบครัวได้ไปร้องเรียนกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ตรวจสอบสำนวนคดีอีกครั้ง พบว่านายพิชิตไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกระทำความผิด จึงให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาปล่อยตัว ทั้งที่ถูกฝากขังอยู่ในเรือนจำระหว่างสอบสวน ตั้งแต่ 30 เมษายน - 29 พฤษภาคม 2562 รวม 29 วัน แต่ยังสามารถยื่นเรื่องให้กรมสิทธิและคุ้มครองเสรีภาพ พิจารณาให้เงินช่วยเหลือได้ตามมาตรา 9 ของกองทุนยุติธรรม ในกรณีที่ผู้เสียหายตกเป็นผู้ต้องหาและพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนทำให้ขาดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งต้องนำเรื่องเข้าคณะกรรมการของกรมฯ พิจารณา โดยเงินช่วยเหลือจะได้เท่ากับผู้เสียหายในคดีอาญา คือวันละ 500 บาท และค่าขาดประโยชน์ทำกินตามค่าแรงขั้นต่ำในจังหวัดที่ตัวเองทำงานอยู่ หรือรวมแล้วจะได้ประมาณวันละ 800 บาท

 

 

สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของคณะกรรมการฯ จะดูในหลายส่วนมาประกอบ ทั้งการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการสอบถามข้อเท็จจริงกับผู้เสียหาย โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ส่วนผู้เสียหาย หากจะยื่นฟ้องกลับพนักงานสอบสวนก็สามารถทำได้ตามขั้นตอน และหากไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอาญา ก็สามารถยื่นเรื่องขอใช้เงินจากกองทุนยุติธรรมได้เช่นกัน

ขณะที่นายวรากร พงศ์ธนากุล ทนายความ กล่าวว่า คดีนี้ถือว่าเป็นคดีแรกที่ผู้ต้องหาถูกสั่งให้ปล่อยตัวก่อนที่จะสั่งฟ้องคดี เนื่องจากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด แต่เห็นว่ากระบวนการสอบสวนของตำรวจควรที่จะมีความรัดกุมมากกว่านี้ ซึ่งคดีนี้หากพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ และรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว นายพิชิตไปรับส้มมาจากบุคคลหนึ่งให้นำมาทิ้ง แต่เห็นว่ายังขายได้ก็เลยนำมาขายให้กับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เมื่อเปิดดูก็พบในลังส้มมียาเสพติด จึงแจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ แต่ในบันทึกจับกุมเขียนเพียงว่าพบยาเสพติดในรถของนายพิชิต ทำให้ต้องถูกดำเนินคดี

 

 

กลับขึ้นด้านบน