2 น้องรัก "ประยุทธ์" คุมนักการเมืองแย่งเก้าอี้ รมว. อลหม่าน

2 น้องรัก "ประยุทธ์" คุมนักการเมืองแย่งเก้าอี้ รมว. อลหม่าน

2 น้องรัก "ประยุทธ์" คุมนักการเมืองแย่งเก้าอี้ รมว. อลหม่าน

รูปข่าว : 2 น้องรัก "ประยุทธ์" คุมนักการเมืองแย่งเก้าอี้ รมว. อลหม่าน

นักวิชาการ วิเคราะห์ท่าที "อภิรัชต์-ธรรมนัส" เล่นบทผู้คุมและมือประสาน หลังนักการเมืองทวงโควตา ครม.วุ่น ขณะที่ "ประยุทธ์" ไม่ชอบการเซ้าซี้ต่อรอง

สืบเนื่องจากกรณี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แนะนำเพลงกิเลสมนุษย์ ให้กับทีมงานส่วนตัวรับฟัง ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยกิเลสของคนที่ต้องการแย่งชิงอำนาจผลประโยชน์ สอดรับกับการเมืองที่พรรคร่วมรัฐบาลเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีและขู่ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ขณะเดียวกันมีคนของรัฐบาล คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นตัวแทนของรัฐบาลทำความเข้าใจกับพรรคร่วมรัฐบาล จากที่ขู่ลาออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล สุดท้ายเปลี่ยนท่าทีเป็นการประนีประนอม

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง

ไทยพีบีเอส ถอดรหัสสถานการณ์การเมืองผ่านการสัมภาษณ์พิเศษผ่านโทรศัพท์ ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิต ม.รังสิต ผ่านรายการ "มุม(การ)เมือง" ถึงท่าทีของผู้นำกองทัพและตัวแทนรัฐบาลในการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว

ผศ.วันวิชิต กล่าวว่า ท่าทีของพล.อ.อภิรัชต์ คือนัยยะที่แสถงถึงความไม่พอใจแทนตัวผู้นำรัฐบาล คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพราะหากนายกฯ เป็นผู้สื่อสารเองคงไม่เป็นผลดี เพราะนายกฯ มีขีดความอดทนในการแสดงท่าทีต่อสาธารณะค่อนข้างต่ำ ดังนั้นตอนนี้ต้องใช้น้องรัก 2 คน คือ พล.อ.อภิรัชต์ และร.อ.ธรรมนัส เป็นผู้สื่อสารไปยังพรรคการเมือง

การทำงานนับจากนี้ นายกฯ จะไม่มีมาตรา 44 ส่งผลให้น้องรักทั้ง 2 คน ต้องทำงานหนักขึ้น โดยการต่อรองภายใน ร.อ.ธรรมนัส เป็นตัวประสานสิบทิศ พูดคุยปรับทัศนคติพรรคร่วมและสมาชิกพปชร. ที่น้อยเนื้อต่ำใจ ขณะที่ภายนอก พล.อ.อภิรัชต์ เป็นผู้รักษาบรรยากาศและสถานการณ์การเมืองให้ดูสงบที่สุด

กรณี พล.อ.อภิรัชต์ หากดูภูมิหลัง จบโรงเรียนน้อยร้อย ช่วงปลายยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าสู่รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ช่วงนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นมือประสานและเป็นกาวใจของรัฐบาลในช่วงนักการเมืองเริ่มมีอำนาจ แต่กองทัพยังไม่สบายใจ จึงออกมาทำหน้าที่ท้วงติงพูดในที่สาธารณะ ซึ่งจุดนี้มีส่วนสำคัญต่อการกล่อมเกลาความคิดของ พล.อ.อภิรัชต์ 

 

บทบาทของน้องรัก 2 คน เหมือนไม้แข็ง-ไม้อ่อน คอยคุมนักการเมือง อาจารย์คิดว่าเอาอยู่ไหม ? "คิดว่าต้องอยู่ เพราะเคยเรียนรู้จากนายกฯ 5 ปี และผบ.ทบ.ช่วงที่ผ่านมา ท่านไม่ชอบเซ้าซี้ต่อรอง ยิ่งขอยิ่งไม่ได้"

หลายคนคงเตือน หยุดๆ แบบนี้ไมได้อะไร อยู่นิ่งๆ เดี่ยวนายกฯ จัดการเอง คำไหนคำนั้น

แกนนำ พปชร. อาจไม่รู้สไตล์นักการเมือง หลังเลือกตั้งนำตัวเลข ส.ส. เข้าสภาฯ มาต่อรอง แต่นายกฯ และฝ่ายบริหารคงพิจารณาเป็นรายกลุ่ม คงตอบแทนไม่ได้ทั้งหมด ยิ่งกลุ่มไหนออกตัวแรงก็มีโอกาสเพลี่ยงพล้ำ เว้นกลุ่มที่นายกฯขอความร่วมมือแต่ต้นคงปฏิเสธไม่ได้

ยุคพล.อ.เปรม มีกลุ่มทหารยังเติร์ก ไม่ชอบความวุ่นวายนักการเมือง เทียบยุคนี้ พล.อ.อภิรัชต์ มีโอกาสเกิดสถานการณ์นั้นหรือไม่ ? รศ.วันวิชิต กล่าวว่า คงไม่แย่สุดถึงขั้นรัฐประหาร เพราะนักการเมืองและทหารรู้จักภูมิหลังของพล.อ.อภิรัชต์ และ ร.อ.ธรรมนัส ดังนั้นต้องนิ่งสงบสติไประยะหนึ่ง เพราะไม่คุ้มหากนำตัวเองไปแลก เพราะหากหมดเวลาประนีประนอมผลสรุปจะไม่ต่างจากเดิม

เลวร้ายถึงรัฐประหารคงไม่มีใครยอมรับ การเตือนสติด้วยการส่งเพลงเป็นการปราบอย่างหนึ่ง

รศ.วันวิชิต กล่าวว่า ต่อไปไม่มี มาตรา 44 พล.อ.อภิรัชต์ จะเป็นผู้ที่ออกมาส่งสัญญาณ เช่น การแดสงความเห็น เพราะอย่าลืมว่าพล.อ.อภิรัชต์ ไม่ได้มีตำแหน่ง ผบ.ทบ.อย่างเดียว ยังสามารถแสดงความเห็นในฐาน ส.ว. ด้วย แต่คงไม่บ่อยมาก

ส่วน ร.อ.ธรรมนัส จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรัฐบาล เพราะ พปชร. ยังขาดผู้จัดการที่มีประสบการณ์ทางการเมือง เนื่องจาก นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ยังไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง และยังไม่กล้าพอเพราะเพิ่งเล่นการเมืองใหม่

ดังนั้นคนที่จะมีบทบาทมากคือ ร.อ.ธรรมนัส เพราะรู้ที่มาที่ไปของนักการเมืองหลายพรรคหลายกลุ่มเป็นอย่างดี และเห็นได้ชัดว่า ร.อ.ธรรมนัสเอาอยู่ ทำงานเข้าตานายกฯ เชือ่ว่าต่อไปต้องใช้บริหารอีก ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะไปต่อต้องอาศัย 2 คนนี้

กลับขึ้นด้านบน