พรรคฝ่ายค้าน พร้อมอภิปราย “นโยบายรัฐบาล”

พรรคฝ่ายค้าน พร้อมอภิปราย “นโยบายรัฐบาล”

พรรคฝ่ายค้าน พร้อมอภิปราย “นโยบายรัฐบาล”

รูปข่าว : พรรคฝ่ายค้าน พร้อมอภิปราย “นโยบายรัฐบาล”

พรรคฝ่ายค้านเตรียมแบ่งประเด็นอภิปรายนโยบายรัฐบาล เน้นความเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและเป็นไปตามที่ได้หาเสียงกับประชาชนหรือไม่ ปูทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

วันนี้ (14 ก.ค.2562) นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ ว่า พรรคร่วมจะมีการพูดคุยและปรึกษาหารือกันในเร็ววันนี้ เบื้องต้นประชุมกันทุกวันอังคารของแต่ละสัปดาห์อยู่แล้ว โดยเราจะพิจารณาจากเอกสารนโยบายของทางรัฐบาล และจะต้องดูเอกสารชี้แจงนโยบายของทางรัฐบาลก่อน เพราะเวลานี้ยังไม่เห็นและยังไม่ทราบรายละเอียดใดๆ

ทั้งนี้ กรอบในการอภิปราย หลักๆจะดูว่านโยบายของรัฐบาลเป็นไปตามที่ได้หาเสียงกับประชาชนหรือไม่ นอกจากนี้การทำนโยบายครั้งนี้ เป็นการทำนโยบายจาก 19 พรรคการเมือง ต้องดูว่าเมื่อหลอมรวมกันแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

นายชวลิต กล่าวว่า สำหรับกรอบเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 25-27 ก.ค.มีความเหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ตามการจะอภิปรายตัวบุคคล ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาไม่เคยบอกก่อนว่าจะอภิปรายบุคคลใดและอภิปรายอย่างไร

เมื่อถามว่า การอภิปรายนโยบายครั้งนี้ เหมือนการใช้เวทีซักซ้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ ชวลิต กล่าวว่า การอภิปรายนโยบายจะทำให้ฝ่ายค้านรับทราบข้อมูลเพื่อที่จะทำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า สำหรับการอภิปรายนโยบายจะเน้นไปที่ความเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะการจะปฎิรูปประเทศนั้นไม่ได้เกิดจากกฎหมาย แต่ต้องเกิดจากนโยบายที่จะให้ประเทศดีขึ้น นอกจากนี้สิ่งสำคัญอีกประเด็นนอกจากนโยบายคือตัวบุคคลที่จะมาขับเคลื่อนนโยบายว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนทำเพื่อพวกพ้องหรือไม่ ซึ่ง 7 พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้พูดคุยกันแล้ว และมีข้อมูลเข้ามาค่อนข้างมากในขณะนี้

ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทยจะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ครั้งแรกในวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.) ว่า ยังไม่ได้เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการประชุมนอกรอบเพื่อที่จะเอาข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลมาวางเป็นหมวดหมู่ เพื่อเตรียมสำหรับการอภิปราย จะให้ ส.ส.ที่มีความสนใจในแต่ละด้านนำข้อมูลต่างๆ ที่มีไปศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายต่อไป

ส่วนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยนั้น ถือเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ใหญ่ที่จะเข้ามาให้คำแนะนำแก่ ส.ส. แต่การอภิปรายนั้นจะต้องใช้ประสบการณ์ของตัว ส.ส. รวมถึงความถนัดในแต่ละด้านของแต่ละบุคคลเอง

ฝ่ายค้าน สนับสนุนขับเคลื่อนแบนสารพิษ

นายวิฑูรย์ เลื่อนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ได้นำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปัญหาและผลกระทบสารเคมีเกษตร ต่อ 7 พรรคฝ่ายค้าน โดยย้ำถึงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบการตกค้างของสารพาราควอตและไกลโฟเซตในเลือดหญิงตั้งครรภ์ สายสะดือและขี้เทาเด็ก สะท้อนว่าสารเคมีตกค้างอยู่ในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพเกิดโรคมะเร็ง เป็นหมัน และโรคเบาหวาน และพบการตกค้างของสารเคมีเกษตรในผักผลไม้กว่าร้อยละ 41 หนึ่งในสารที่พบการตกค้างสูงคือ คลอร์ไพริฟอส รวมถึงคาร์เบนดาซิม ซึ่งเป็นสารเคมีประเภทดูดซึมที่ไม่สามารถล้างออกได้

ขณะที่ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีเป็นอันดับ 6 ของโลก มูลค่าการนำเข้าแต่ละปีประมาณ 197 ล้านกิโลกรัมถึง 200 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 28,000 ล้านบาท โดยพบว่าสารอันดับหนึ่งที่นำเข้าคือ ไกลโฟเซต 59.85 ล้านกิโลกรัม รองอันดับสองคือ สารพาราควอต 44.50 ล้านกิโลกรัม ซึ่งพบว่าในไทยใช้สารเคมีถูกกฎหมายกว่า 200 รายการ แต่ภาครัฐตรวจสอบความปลอดภัยของสารเคมีเพียงแค่ 11% เท่านั้น

จากกการทดสอบปี 2562 มีผักผลไม้ที่มีสารตกค้างถึง 41% ถือว่าเกินค่ามาตรฐาน และพบสารเคมีผิดกฎหมาย 12 ชนิด โดยผักผลไม้ที่พบสารเคมีตกค้าง มีทั้งที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและตลาดสด แม้จะมีหน่วยงานรับรองมาตรฐาน แต่ก็ยังพบว่ามีสารตกค้างอยู่ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องดังกล่าว

จึงเสนอให้ยกเลิกการใช้สารเคมีที่มีอัตรายร้ายแรง ทั้งพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตทันที พร้อมสร้างระบบเตือนภัยสารเคมีตกค้างในพืชอาหาร และผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

ตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค เห็นด้วยกับข้อเสนอและข้อเรียกร้องของภาคประชาชน และไม่มีข้ออ้างว่าการเป็นฝ่ายค้านจะไม่สามารถผลักดันนโยบายได้ เพราะยังทำงานได้ทั้งในสภาและนอกสภา พร้อมประกาศสนับสนุนขับเคลื่อนให้มีการแบนสารพิษร้ายแรงให้เป็นเรื่องเร่งด่วน เสนอต่อรัฐสภาให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในประเด็นสารเคมีและความปลอดภัยทางอาหาร โดยนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ได้เสนอเรื่องนี้บรรจุในระเบียบวาระการพิจารณาของสภาแล้ว

ขอเป็นปากเสียงให้ประชาชน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า พรรคฝ่ายค้าน มีส่วนสำคัญที่จะทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อต้องการเป็นรัฐบาล ซึ่งทั้ง 7 พรรคมีนโยบายดูแลสุขภาพของประชาชนให้ปลอดภัยจากสารพิษ จึงขอเป็นปากเสียงให้กับประชาชน เพราะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครออกมาขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องใช้เงิน บางครั้งรัฐบาลก็เห็นความสำคัญของบริษัทนำเข้าสารเคมีมากกว่าประชาชน 7 พรรคฝ่ายค้านจึงต้องการดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งนี้ ในวันที่ 21 กรกฎาคม จะเชิญหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค เพื่อพบปะกับประชาชน และแสดงวิสัยทัศน์ โดยจะทำให้เห็นว่า ความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนต้องได้รับประโยชน์ ซึ่งสถานที่อาจจะเป็นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

กลับขึ้นด้านบน