ฝนทิ้งช่วงส่งผลเขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำน้อยระดับวิกฤต

ฝนทิ้งช่วงส่งผลเขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำน้อยระดับวิกฤต

ฝนทิ้งช่วงส่งผลเขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำน้อยระดับวิกฤต

รูปข่าว : ฝนทิ้งช่วงส่งผลเขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำน้อยระดับวิกฤต

ปัญหาฝนทิ้งช่วงทำให้น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่มีน้ำน้อยในระดับวิกฤต 18 แห่ง กรมชลประทานเร่งช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมแนะเพาะปลูกตามปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่และใช้น้ำฝนเป็นหลัก

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ โดยระบุว่า ขณะนี้หลายเขื่อนมีน้ำใช้การน้อยอยู่ในขั้นวิกฤต เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ มีน้ำใช้การได้ไม่เพียงพอแล้ว, เขื่อนสิรินธร มีน้ำใช้การได้ร้อยละ 2, เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ร้อยละ 5, เขื่อนจุฬาภรณ์ ร้อยละ 5, เขื่อนสิริกิติ์ ร้อยละ 6, เขื่อนภูมิพล ร้อยละ 7, เขื่อนแควน้อย ร้อยละ 11, เขื่อนขุนด่านปราการชล ร้อยละ 13, เขื่อนวชิราลงกรณ ร้อยละ 17 และเขื่อนศรีนครินทร์ ร้อยละ 19

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานโครงการชลประทานทั่วประเทศ เร่งช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่โดยด่วน เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้หลายจังหวัดประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบน้ำอุปโภคบริโภค

สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีในเขตชลประทานทั้งประเทศ วางแผนเพาะปลูกรวม 16.68 ล้านไร่ ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้ว 10.77 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 64.55 ของแผน ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา วางแผนเพาะปลูกข้าวนาปีรวม 7.71 ล้านไร่ ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้ว 6.09 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 78.97 ของแผน จากสภาวะฝนทิ้งช่วงคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำไหลผ่านลุ่มน้ำปิง อ.บรรพตพิสัย และ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลง จะทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลมายังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท มีแนวโน้มลดลงด้วย

จึงเน้นย้ำให้โครงการชลประทานทุกแห่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทยอยเพาะปลูกตามปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่และให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ส่วนพื้นที่ที่ได้เพาะปลูกไปแล้ว กรมชลประทานจะส่งน้ำแบบรอบเวรหมุนเวียนแต่ละพื้นที่ รวมทั้งขอให้สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำปิง แม่น้ำน่านและแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมดสูบน้ำตามรอบเวรอย่างเคร่งครัด

 

 

กลับขึ้นด้านบน