"พาณิชย์" รับมือสินค้าจีนทะลักไทย หารือ กรอ.14 ส.ค.นี้

"พาณิชย์" รับมือสินค้าจีนทะลักไทย หารือ กรอ.14 ส.ค.นี้

"พาณิชย์" รับมือสินค้าจีนทะลักไทย หารือ กรอ.14 ส.ค.นี้

รูปข่าว : "พาณิชย์" รับมือสินค้าจีนทะลักไทย หารือ กรอ.14 ส.ค.นี้

กระทรวงพาณิชย์ประเมินกรณีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบใหม่ จะส่งผลการค้าโลกหดตัว และไทยต้องเตรียมรับมือสินค้าจีนทะลักเข้าไทย เตรียมหารือ กรอ.พาณิชย์ 14 ส.ค.

กรณีสหรัฐฯประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนล็อตใหม่กว่า 3,800 รายการ สนค.ประเมินว่า จะส่งผลต่อบรรยากาศการค้าโลกหดตัว และไทยก็ต้องเตรียมรับมือสินค้าจีนไหลเข้าไทย โดยในวันที่ 14 สิงหาคมนี้จะมีการประชุม กรอ.พาณิชย์เพื่อหารือในประเด็นนี้ด้วย

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนร้อยละ 10 จากสินค้ากว่า 3,800 รายการ มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐผลกระทบจากสงครามการค้า ไม่ได้มีไทยกระทบเพียงประเทศเดียว แต่ส่งผลไปทั่วโลก ทำให้ปริมาณการค้าโลกหดตัว รวมทั้งส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุน และราคาน้ำมัน ที่มีการตอบสนองทันทีหลังประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตประกาศการขึ้นภาษีตอบโต้ครั้งล่าสุด

ตลาดหุ้นดาวน์โจนส์ร่วงลงกว่า 200 จุด เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน โดยก่อนหน้านี้ IMF ได้ประกาศปรับลดคาดการณ์ GDP และปริมาณการค้าโลก ปี 2019 เหลือร้อยละ 3.2 และร้อยละ 2.5 ตามลำดับ หากสหรัฐฯ เดินหน้าขึ้นภาษีจริง

สำหรับผลกระทบทางตรงต่อการส่งออกไทยและผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานจีน ประเมินว่ามีไม่มากนักเมื่อเทียบกับมาตรการที่ผ่านมา และบางส่วนเป็นสินค้าที่ไทยมีการนำเข้าสุทธิในปี 2561 และ 2562 แต่จะติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบผ่านห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่างใกล้ชิด 

สินค้าล็อตใหม่ที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีจีนอีกร้อยละ 10 ในวันที่ 1 กันยายน 2562 มีจำนวน 3,812 รายการ

ส่วนใหญ่ครอบคลุมสินค้าอุปโภค และบริโภค อาทิ อาหาร อุปกรณ์/เครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม เสื้อผ้าและรองเท้า เครื่องประดับ และของเล่น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคสหรัฐฯทั้งนี้ สหรัฐฯ ยกเว้น สินค้าบางรายการ อาทิ ยา และแร่ Rare Earth ในจำนวนนี้มี 7 รายการที่ซ้ำกับมาตรการ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่บังคับใช้ไปแล้ว

นางสาวพิมพ์ชนก ระบุว่า การขึ้นภาษีครั้งนี้ สหรัฐฯ อ้างว่าจีนไม่ทำตามข้อตกลงที่เคยได้ให้ไว้ คือไม่ซื้อสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลือง และอื่นๆและยังขายยา Fentanyl หรือ ยาระงับปวดไปยังสหรัฐฯ บวกกับการเจรจาครั้งที่ 12 ที่กรุงปักกิ่ง ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร โดยสหรัฐฯ - จีน มีกำหนดการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกครั้งในเดือนกันยายนนี้

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงใช้มาตรการทางภาษีเพื่อกดดันจีน โดยเฉพาะให้นำเข้าสินค้าเกษตรซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของสหรัฐฯ ในแถบ Midwest ขณะที่จีนมีท่าทีดึงการเจรจาออกไป โดยอาจรอดูแนวโน้มผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. 62 นี้

สำหรับรายการสินค้าที่ไทยสามารถแสวงหาโอกาสในการส่งออกเพิ่มได้ โดยเฉพาะมีสินค้าเกษตรอยู่หลายรายการ ไทยมีโอกาสที่จะส่งออกเพิ่มในตลาดสหรัฐฯ กว่า 725 รายการ

โดยเป็นสินค้าที่ไทยมีด้วยส่วนแบ่งตลาดและความสามารถทางการแข่งขันในรายสินค้า (RCA) สูง ประกอบกับภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าไทยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค อาทิ อาหารและเครื่องปรุงอาหาร (เครื่องเทศ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะพร้าว พีนัท ถั่ว Pignolia น้ำตาลอ้อย) น้ำผลไม้ ขิง ชาเขียว เสื้อผ้าและผ้าผืน รองเท้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องประดับ (ไข่มุกและนาฬิกา) และของใช้ในบ้าน (เครื่องเซรามิค เครื่องแก้ว)

การตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ และจีน เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเช่นไทย โดยรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์มิได้นิ่งนอนใจ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ. พาณิชย์) ในวันที่ 14 ส.ค. 62 จะมีการหารือในประเด็นนี้ด้วย โดยกระทรวงพาณิชย์

ได้เตรียมแนวทางการรับมือไว้ เช่น ทำแผนรุกตลาดในสินค้าศักยภาพลงลึก และเร่งการพัฒนาการส่งออกผ่านออนไลน์ (e-commerce) เตรียมข้อมูลเรื่อง non-tariff measures ที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ควรเร่งเจรจา เร่งผลักดันการค้าชายแดนที่มีศักยภาพในการขยายตัว

สงครามการค้าครั้งนี้ ไม่ได้มีแต่สหรัฐฯ และจีนที่เจ็บตัวกัน แต่ผลกระทบกระจายไปทั่วโลก เจ็บตัวกันไปไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่เป็นการดีกับการค้าโลกที่ยังเปราะบางอยู่ สนค. มองว่าความขัดแย้งของสองประเทศ มีรากเหง้าลึกกว่าเรื่องของการค้า เป็นการแข่งขันกันในด้านเทคโนโลยีและการมีอิทธิพลในทวีปเอเชียด้วย จึงอาจจะเป็นหนังเรื่องยาว

ในส่วนของไทยแม้ว่าอาจจะทำให้การส่งออกลดลงบ้างในปีนี้ แต่ท่ามกลางปัญหา ก็ยังเห็นโอกาสอยู่หลายจุด เพราะเศรษฐกิจไทยและการส่งออกไทยมีพื้นฐานที่เข้มแข็ง สินค้าไทยหลายตัวมีมาตรฐานสูงและมีชื่อเสียงในตลาดโลก ขณะนี้เป็นโอกาสที่เราจะนำสินค้าไทยแทรกเข้าไปในหลาย ๆ ตลาด แม้ว่าระยะสั้นอาจจะต้องมีผลกระทบแรงต่อการส่งออก แต่มั่นใจว่า ถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกันก็จะรับมือได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ติดตามสถานการณ์การนำเข้าอย่างใกล้ชิดในกลุ่มสินค้าสำคัญ ได้แก่ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ฯ อะลูมิเนียม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ เครื่องจักรไฟฟ้าฯ ทองแดง และเคมีภัณฑ์ เพื่อป้องกันการสินค้าไหลเข้ามาไทยเป็นจำนวนมากจากมาตรการภาษีระหว่างสหรัฐฯและจีนที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศและผู้บริโภค ซึ่งยังไม่พบการนำเข้าที่ผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ โดยในที่ 14 สิงหาคมนี้ ได้นัดประชุมคณะกรรมการร่วมรัฐ-เอกชนในส่วนของก.พาณิชย์เป็นครั้งแรก

 

โดยจะมีการประชุมกันระหว่างส่วนราชการต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งปลัดกระทรวง อธิบดีกรมที่เกี่ยวข้องต่างๆทั้งหมด ร่วมกับภาคเอกชน สมาคมที่เกี่ยวข้อง เช่นสภาอุตสาหกรรม หอการค้า ผู้ส่งออกสินค้า สมาคมธนาคารไทยทั้งนี้เพื่อจะได้หารือร่วมกันและกำหนดแนวทางผลักดันการส่งออก ซึ่งทุกประเทศในโลกกำลังประสบอุปสรรคโดยเฉพาะอุปสรรคที่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

 

 

กลับขึ้นด้านบน