ธ.ก.ส.พร้อมหว่านเงินสนองนโยบายรัฐดูแลเกษตรกร

ธ.ก.ส.พร้อมหว่านเงินสนองนโยบายรัฐดูแลเกษตรกร

ธ.ก.ส.พร้อมหว่านเงินสนองนโยบายรัฐดูแลเกษตรกร

รูปข่าว : ธ.ก.ส.พร้อมหว่านเงินสนองนโยบายรัฐดูแลเกษตรกร

ธ.ก.ส. เตรียมพร้อมดำเนินโครงการประกันราคาสินค้าเกษตร 5 รายการ หลังวางมาตรการตรวจสอบคุณสมบัติเข้าโครงการเข้มข้น พร้อมสนับสนุนจ่ายเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ และเงินด่วนฉุกเฉิน กระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินรวมไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท

วันนี้ (9 ส.ค.2562) นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะโฆษก ธ.ก.ส.เปิดเผยว่า ได้รวบรวมแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา สรุปเป็นแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ เสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 13 ส.ค.นี้ 

โดยแบ่งเป็น มาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ ทั้งกรณีเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับบรรเทาความเดือดร้อน และสินเชื่อปรับปรุงการผลิต รายละไม่เกิน 500,000 บาท วงเงิน 55,000 ล้านบาท ไม่คิดดอกเบี้ยในปีแรก ปีที่ 2-5 คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับลูกค้ารายใหญ่

 

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังรับมอบนโยบายให้ดูแลเกษตรกร ตั้งแต่เริ่มฤดูกาลเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และหลังเก็บเกี่ยว ผ่านโครงการประกันรายได้เกษตรกร จากเดิม 3 สินค้า เป็น 5 สินค้า ได้แก่ ข้าวเปลืิอก มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ครอบคลุมเกษตรกร ไม่น้อยกว่า 6,230,000 คน

แต่จากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร รัฐบาลจึงมอบหมายให้นำมาตรการจ่ายเงินอุดหนุนค่าปัจจัยการผลิตเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเคยจ่ายไร่ละ 1,500 บาท พร้อมกับจ่ายเงินชดเชยต้นทุนการผลิต ตามโครงสร้างราคาที่กระทรวงเกษตรฯกำหนด บวกกับกำไรตามสมควร

จากนั้น ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ธ.ก.ส.จะสนับสนุนวงเงินสำหรับจ่าย ค่าเก็บเกี่ยวและค่าตากข้าว เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถนำข้าวได้คุณภาพไปขายโรงสี ซึ่งจะได้ราคาดีกว่าขายข้าวที่ยังมีความชื้นสูง

โดยจะจ่ายเร็วขึ้น จากเดิมจ่ายช่วงเก็บเกี่ยว เป็นช่วงเพาะปลูก เพื่อเร่งหมุนเงินถึงมือเกษตรกรเร็วขึ้น ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคาะเพดานการจ่ายเงินสูงสุดของแต่ละคน และกำหนดขนาดพื้นที่ที่ได้รับสิทธิ

ครั้งนี้ ธ.ก.ส.ดูแลเกษตรกร ตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก ไปจนถึงช่วงหลังเก็บเกี่ยว และจะจ่ายเงินค่าปรับปรุงผลผลิตให้เร็วขึ้น เพื่อเร่งหมุนเงินถึงมือเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังเตรียมสภาพคล่อง รองรับการจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกร 5 รายการสินค้าเกษตร เบื้องต้น วงเงินไม่น้อยกว่า 53,000 ล้านบาท

ผู้บริหาร ธ.ก.ส.บอกว่า ไม่รู้สึกหนักใจการดำเนินโครงการดังกล่าว แม้มีรายการสินค้าเกษตรใหม่เข้าโครงการ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ประกาศจะราคาประกันที่กิโลกรัมละ 65 บาท จากราคาตลาดยางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 กิโลกรัมละ 40-45 บาท ขณะที่ราคาประกันปาล์มน้ำมัน กิโลกรัมละ 4 บาท ซึ่งสูงกว่าตลาด กิโลกรัมละ 2 บาท

โดย ธ.ก.ส.จ่ายเงินส่วนต่างราคา แต่หากราคาตลาดขณะนั้นสูงกว่าราคาประกัน เกษตรกร ก็สามารถขายในตลาดได้ตามปกติ และรัฐก็ไม่ต้องชดเชยส่วนต่าง

 

ทั้งนี้ ธ.ก.ส.ได้ปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบเกษตรกรที่เข้าโครงการอย่างเข้มข้น ทั้งตรวจสอบรายชื่อสอดคล้องกับประวัติกู้เงินในอดีตกับธนาคาร พร้อมกับใช้ภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่ และทำประชาคม เพื่อครอสเช็คข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาทุจริตสวมสิทธิเหมือนในอดีต

พร้อมย้ำว่า ธ.ก.ส.มีสภาพคล่องส่วนเกินเพียงพอจะสนับสนุนการเงิน สำหรับดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลความเป็นอยู่เกษตรกร ตามนโยบายของรัฐบาล หลังประสบความสำเร็จจากการระดมเงินจากผลิตภัณฑ์สลากฯ ธ.ก.ส.

 

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังเตรียมจำหน่ายสลากฯ หน่วยละ 20 บาท ในวันที่ 18 ส.ค.นี้ โดยจะจำหน่ายผ่านโมบายแอปพลิเคชั่น ร้านสะดวกซื้อ และตู้เติมเงิน เพื่อดึงเงินจากการซื้ิอหวยใต้ดิน มาเป็นเงินออมเงิน ซึ่งมีโอกาสลุ้นรางวัล 24 งวดต่อหน่วย หลังพบพฤติกรรมเกษตรกร ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล และหวยใต้ดิน เฉลี่ยงวดละ 600 บาท หรือประมาณเดือนละ 1,200 บาท

พร้อมเตรียมเปิดตัว "เครดิตบูโร ชนบท" สำหรับเป็นดัชนีชี้วัดสินทรัพย์ และหนี้สินแต่ละชุมชน เพื่อบริหารจัดการการเงินท้องถิ่นอย่างเหมาะสม หลังพบว่าชุมชนส่วนใหญ่มีหนี้สินสูงกว่าทรัพย์สินหรือความสามารถในการแปลงเป็นรายได้ 4 เท่าตัว เพราะเกษตรกรมีหนี้สินนอกระบบหลายแห่ง โดยเฉพาะในสหกรณ์ เงินกู้นอกระบบ และกองทุนหมู่บ้าน ไม่รวมหนี้สินกับ ธ.ก.ส.ด้วย

ทั้งนี้ การจัดเครดิตบูโร ภาคชนบท จะแบ่งเป็น ชุมชนเมือง ชุมชนเกษตรกึ่งเมือง ชุมชนเกษตร ซึ่งจะช่วยให้ ธ.ก.สและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลปัญหาการเงินในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังส่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ลงพื้นที่และใช้ชีวิตร่วมกับคนในชุมชน เพื่อเก็บสำรวจข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่าย และการหารายได้ของคนในชุมชน คาดว่าจะเปิดตัวในเดือน พ.ย.นี้

กลับขึ้นด้านบน