ยกฟ้อง “ถวิล พึ่งมา” คดีทุจริตเงิน สจล. 700 ล้านบาท

ยกฟ้อง “ถวิล พึ่งมา” คดีทุจริตเงิน สจล. 700 ล้านบาท

ยกฟ้อง “ถวิล พึ่งมา” คดีทุจริตเงิน สจล. 700 ล้านบาท

รูปข่าว : ยกฟ้อง “ถวิล พึ่งมา” คดีทุจริตเงิน สจล. 700 ล้านบาท

ศาลยกฟ้อง “ถวิล พึ่งมา” คดีทุจริตเงิน สจล. 700 ล้านบาท ส่วนอดีตผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ สั่งจำคุก 95 ปี และสั่งจำคุกคนรับโอนเงิน 55 ปี

วันนี้ (19 ส.ค.2562) เวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาว่า นายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีตผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ จำเลยที่ 4 มีความผิดร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และปลอมกับใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนนายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) แต่ผู้เปิดบัญชีรับโอนเงินจากจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตามมาตรา 335 โดยการกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ให้จำคุกนายทรงกลด ทั้งสิ้น 19 กระทง มีกำหนด 95 ปี และให้จำคุกนายกิตติศักดิ์ รวม 11 กระทง มีกำหนด 55 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วทั้งจำเลยที่ 4 และที่ 6 ให้จำคุกสูงสุดตามกฎหมาย คนละ 20 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 และที่ 6 ต่อจากคดีในศาลอาญามีนบุรีนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้จำคุกโทษสูงสุดแล้ว 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 6 จำคุกสูงสุด 20 ปี จึงไม่อาจนับโทษรวมได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2 )

ส่วนค่าเสียหายทางแพ่งนั้น ปรากฏว่า เงินที่จำเลยที่ 4 เบิกถอนไปโดยทุจริตนั้น แม้เป็นเงินฝากบัญชีของ สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 แต่ขณะเกิดเหตุถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ที่อยู่ในความครอบครองของธนาคารไทยพาณิชย์ฯ โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเงินของ สจล.นั้น ทางธนาคารได้ชดใช้ให้จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงให้จำเลยที่ 4 ชดใช้เงินคืนธนาคารไทยพาณิชย์ฯ โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 688,578,411.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่กระทำผิดแต่ละครั้งนับจากปี 2554, 2555, 2557 โดยให้จำเลยที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 4 ชดใช้เงินในจำนวน 563,386,411.44บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่กระทำผิดแต่ละครั้งด้วย และให้จำเลยที่ 4, 6 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 3 อีก 20 ล้านบาท นอกจากนี้ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1, 2, 3, 4, 5, 7, 8

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแม้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง จะยกฟ้องจำเลยที่ 2, 3, 4, 7, 8 แต่จำเลยดังกล่าวก็ยังต้องถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำคลองเปรม เนื่องจากถูกตัดสินโทษในคดีลักเงิน สจล.สำนวนแรกของศาลอาญามีนบุรี ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ขณะที่นายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดี สจล. กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ขอขอบคุณที่ให้ความเมตตาและให้ความยุติธรรม ซึ่งศาลพิเคราะห์ค่อนข้างละเอียด ขณะที่ที่เงินหายไปเป็นคณะกรรมการชุดก่อนและชุดหลัง ส่วนตัวเองเป็นอธิการบดีในช่วงกลาง โดยการที่ถูกฟ้องนั้นค่อนข้างไม่ยุติธรรมและมองว่าเป็นการถูกกลั่นแกล้ง อย่างไรก็ตามในศาลชั้นต้นทั้ง 2 ศาลพิพากษายกฟ้อง ก็รู้สึกดีใจที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลักทรัพย์

ด้านนายพีรันธร วีระภรณ์พิมล ทนายความ กล่าวว่า ศาลพิพากษาว่านายถวิลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีทั้ง 7 บัญชี และไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับการทุจริต แต่จะมีประเด็นการเปิดบัญชีโดยไม่มีอำนาจในการเปิด แต่การไม่มีอำนาจในการเปิด พอสืบพยานเสร็จก็ทราบว่าทางนายทรงกลดได้นำเอกสารที่นายถวิลเซ็นไว้ตอนมีอำนาจมาใช้ ส่งผลให้เอกสารทั้งหมดที่ทำขึ้นมาเป็นการใช้เอกสารที่เป็นเท็จ ซึ่งขั้นตอนต่อไปต้องรอทางอัยการอุทธรณ์คดี เพราะทางอัยการฟ้องมา 8 คน ยกฟ้องไป 6 คน ก็ต้องเตรียมคำพิพากษา รอแก้อุทธรณ์ของอัยการต่อไป

กลับขึ้นด้านบน