คป.ตร.จี้ลงโทษตำรวจโผล่ในคลิป อส.ทุบคนไข้

คป.ตร.จี้ลงโทษตำรวจโผล่ในคลิป อส.ทุบคนไข้

คป.ตร.จี้ลงโทษตำรวจโผล่ในคลิป อส.ทุบคนไข้

รูปข่าว : คป.ตร.จี้ลงโทษตำรวจโผล่ในคลิป อส.ทุบคนไข้

เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) ออกแถลงการณ์จี้นายกฯ และหน่วยงานสังกัดลงโทษวินัย-อาญากับตำรวจที่อยู่ในคลิป อส.ทุบผู้ป่วยบนเตียงในห้องฉุกเฉิน และยอมให้ผู้ป่วยที่ถูกทุบตีออกมาพูดความจริงแม้จะกระทำผิด ชี้การใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องหาถือเป็นอาชญากรรม

วันนี้ (30 ส.ค.2562) เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) ออกแถลงการณ์ ภายหลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่อาสาสมัครทุบคนไข้บนเตียงในห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี เพราะไม่พอใจที่คู่กรณีขับรถชน อส.จนบาดเจ็บสาหัส ซึ่งคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า “ตำรวจต้องไม่นิ่งเฉยกับการทำร้ายร่างกายในโรงพยาบาลและการใช้ความรุนแรงในทุกสถานที่ เลิกล้มการปฏิบัติและความเชื่อในเรื่องการซ้อมทรมานผู้ต้องหา

จากเหตุการณ์ที่ตำรวจไม่ห้ามปรามการกระทำความรุนแรงอยากอุกอาจของเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร (อส.) ที่ทุบตีผู้ป่วยบนเตียงในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2562 โดย อส.พร้อมทั้งคณะที่มีพนักงานตำรวจเข้ามาร่วมรับรู้เหตุการณ์ โดยไม่คาดคิดว่าจะมีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องดังกล่าวไปทั่วประเทศ เหตุการณ์นี้สร้างความกังขาอย่างยิ่งในสังคมไทยหลายประเด็น โดยเฉพาะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ซึ่งไม่ใช่คู่กรณี กลับไม่ให้การคุ้มครองประชาชน ซึ่งเข้าใจกันดีว่าต้องรักษาความปลอดภัยให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้กระทำผิดหรือผู้เสียหายก็ตาม เหตุการณ์นี้สร้างความไม่เชื่อมั่นในตัวพนักงานตำรวจและทำให้เกิดความหมดศรัทธาในหมู่ประชาชนไทยอีกกรณีหนึ่ง เพราะภาพพฤติกรรมที่ตำรวจยืนอยู่ในม่านและเดินดูลาดเลาอยู่นอกม่านของเตียงผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินดังกล่าว ทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับการกระทำของ อส.ด้วยหรือไม่

ภาพ : เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ

ภาพ : เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ

 

ทางเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) มีความห่วงใยอย่างยิ่งว่าหากปล่อยให้วัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงที่เรียกกันว่า “ศาลเตี้ย” หรือเห็นดีเห็นงามกับการซ้อมทรมานของเจ้าหน้าที่ที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปจนเคยชิน และปล่อยให้ความรุนแรงลุกลามมาใช้ในสถานพยาบาลโดยไม่ทำอะไรนั้น จะยิ่งทำให้สังคมไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมเช่นนี้ได้อีกต่อไป และถือว่าพนักงานตำรวจละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ที่ว่าด้วย “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 -10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จึงเรียกร้องมายังนายกรัฐมนตรีและบุคคลที่เกี่ยวข้องดังนี้

  • ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการลงโทษพนักงานตำรวจทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งทางวินัยและทางอาญา เพื่อไม่ให้ตำรวจผู้อื่นเอาเยี่ยงอย่างหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้อีกต่อไป
  • ทำความเข้าใจกับวิธีการลงโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานตำรวจทุกคนที่ยังเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมนั้น สามารถใช้ความรุนแรงได้ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำของตนหรือไม่ก็ตาม เพราะการใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องหาถือเป็นอาชญากรรม
  • ยอมให้มีการเปิดเผยความจริงจากปากผู้ป่วยที่ถูกทุบตีและคำให้การของญาติได้อย่างอิสระ ตรงไปตรงมา รวมทั้งเปิดเผยภาพและเสียงจากกล้องวงจรปิดทุกตัว เพื่อดูพฤติกรรมของ อส.และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่มีการทำลายหลักฐาน ดังที่เคยเกิดขึ้นกับหลายกรณีที่ผ่านมา
  • ทำการยกเครื่องครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างตำรวจ กฎหมาย และข้อปฏิบัติของตำรวจไทยตามที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 258 และเสนอร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับต่อสภาทั้ง 2 สภาเพื่อพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับคนไทยที่อดทนกับพฤติกรรมของพนักงานตำรวจมาเป็นเวลานาน

สุดท้ายนี้ คป.ตร.หวังเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรี จะเร่งปฏิรูปตำรวจให้สำเร็จลุล่วงในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนจากพิษภัยของต้นธารกระบวนการยุติธรรม หลุดพ้นจากภาระที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากการรับส่วยสินบนธุรกิจสีเทา การตั้งด่านผิดกฎหมาย การยัดยายัดคดีผู้บริสุทธิ์ การปล่อยให้ยาเสพติดเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง การซ้อมทรมาน อุ้มหาย การไม่รับแจ้งความ และการบิดเบือนสำนวนคดี เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ราษฏรอยู่เย็นเป็นสุข สงบสันติ สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม และเคารพสิทธิมนุษยชน ดังที่มีการปฏิบัติกันในประเทศที่เจริญแล้ว”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้ว่าฯ ชลบุรี ตั้งกรรมการสอบ อส.ทุบคนไข้คาเตียงห้องฉุกเฉิน

 

กลับขึ้นด้านบน