"กระดูกบิลลี่" กู้ศรัทธา "ดีเอสไอ"

"กระดูกบิลลี่" กู้ศรัทธา "ดีเอสไอ"

"กระดูกบิลลี่" กู้ศรัทธา "ดีเอสไอ"

รูปข่าว : "กระดูกบิลลี่" กู้ศรัทธา "ดีเอสไอ"

เวลาไม่ถึง 1 ปี "ดีเอสไอ" สามารถเปิดหลักฐาน "กระดูก" ของบิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ กะเหรี่ยงนักเคลื่อนไหวที่หายตัวไป 5 ปี คดีนี้นอกจากคืนความหวังให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต ยังกู้ศรัทธาให้กับ "ดีเอสไอ" ในวันที่ถูกกังขาจุดยืนทางการเมือง

หลังการแถลงข่าว "พบหลักฐานสำคัญคดีบิลลี่" ของกรมสืบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ บ่ายวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา

นับเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งของดีเอสไอ ทั้งในแง่ "การทำงาน" ที่นับว่าประสบความสำเร็จในคดีที่ยากยิ่ง และเกือบ 100 เปอร์เซนต์ ที่ถามใครก็ต้องตอบว่า "สิ้นหวัง"

สำเร็จในแง่ "ความกระจ่าง" ของพยาน หลักฐาน การถาม-ตอบ บรรดานักข่าวแบบไม่ปิดบัง เว้นเสียแต่ความสำคัญในสำนวนคดี

แต่สิ่งที่นับว่า "สำเร็จ" ยิ่งกว่าก็คือ "ภาพลักษณ์"

"ดีเอสไอ" ตั้งขึ้นมา เมื่อปี 2545 ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็น "ที่พึ่ง" ของประชาชน แต่เวลา 17 ปี ภาพของดีเอสไอกลับถูกรวมกลืนไปกับการเมืองอย่างแยกไม่ออก

 

"บิลลี่" หรือ พอละจี รักจงเจริญ กะเหรี่ยงบางกลอย ที่หายตัวไปกว่า 5 ปี เป็นคดีปริศนาถึงสาเหตุการหายตัวไป ระหว่างที่กะเหรี่ยงหนุ่มคนนี้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิการอยู่อาศัยในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ตั้งแต่ปี 2557

5 ปี ผ่านไป เหมือนไร้วี่แววที่คดีจะกระจ่าง แต่วันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พบหลักฐานสำคัญคือชิ้นส่วน "กระดูก" ที่ยืนยันว่าเป็นกระดูกของบิลลี่ ทำให้ครอบครัวของบิลลี่ โดยเฉพาะ "มึนอ" ภรรยา และกะเหรี่ยงบางกลอย ได้รู้ชะตากรรมแท้จริงของบิลลี่

การเปิดคดีที่คนเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ กลายเป็น "ผลงาน" ของดีเอสไอ ลบคำปรามาสตลอด 5 ปี ยุค คสช. ที่ถึงขั้นมีแนวคิดยุบดีเอสไอ ตามข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพราะถูกมองว่าเป็งองค์กรที่ขาดอิสระและถูกครอบงำทางการเมือง

บิลลี่ หรือ พอละจี รักจงเจริญ

บิลลี่ หรือ พอละจี รักจงเจริญ

 

คดีนี้จึงไม่ใช่เพียง "ผลงาน" ทั่วไป แต่เป็นผลงานที่ดีเอสไอพูดได้เต็มปากถึงประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะช่วงแรกคดีนี้อยู่ในมือตำรวจแต่ไม่อาจคลี่คลาย กระทั่ง มิ.ย. 2561 ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ จนนำมาสู่การเปิดหลักฐานสำคัญ คือ ชิ้นส่วนกระดูกของบิลลี่ ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากคดีคนหายและคดีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นคดี "ฆาตกรรม"

ป่าทั้งป่า ที่นึกไม่ถึงว่าจะพบหลักฐาน เป็นคำชื่นชมต่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ค้นพบหลักฐานชิ้นนี้ได้ ทั้งที่อยู่ใต้น้ำ-ใต้สะพานไม้ ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุด ต้องรอน้ำลดจึงจะดำลงไปงมชิ้นส่วนหลักฐานขึ้นมาได้

แต่ด้วยเทคโนโลยี สถาบันการศึกษา และนิติวิทยาศาสตร์ ดีเอสไอ ยืนยันว่าพบกระดูกของบิลลี่ ซึ่งมีการฆาตกรรมในพื้นที่อุทยานฯ

กลางวงแถลงข่าว นักข่าวถามดีเอสไอ ว่า รู้ได้อย่างไรว่ามีหลักฐานในจุดดังกล่าว ?

"จุดนี้ที่เราทำงาน เราใช้ลักษณะการทำงานในพื้นที่ และได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวบางส่วน" พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าว

 

แหล่งข่าวคนหนึ่ง บอกไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า การวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ลงพื้นที่ วิเคราะห์เส้นทางจากจุดที่บิลลี่หายไป-ลับตาเจ้าหน้าที่ (ตามคำให้การของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ) และเห็นจุดอับที่น่าจะเป็นจุดที่ทิ้งชิ้นส่วน-วัตถุหลักฐานได้

ไม่ว่าเบื้องลึกของการคลี่ปมปริศนานี้จะเริ่มจากจุดใด แต่สุดท้ายคือดีเอสไอ "ทำได้" และ "บุคคล" ที่เคยถูกพาดพิงกับคดีนี้ต้องรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ

ทำดี-มีคำชม ทำชั่ว-รับคำแช่ง เป็นสัจธรรมของอารมณ์คน "คดีบิลลี่" ไม่ใช่คดีแรกหรือคดีใหญ่ที่ดีเอสไอแก้ปริศนา แต่ "ผลงาน" ชิ้นอื่นๆ ที่ผ่านมามักถูกกลบและแทรกแซง ด้วยคดีทางการเมือง

ดีเอสไอ ก่อตั้งในยุครัฐบาลทักษิณ โครงสร้างทั้งหมดคือ "ตำรวจ" ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสืบสวน ทำให้บรรดาตำรวจ "นักสืบ" จำนวนมากโอนย้ายมาที่นี่เพื่อทำงานที่ตัวเองรัก

 

ตัวอย่างชัดเจนที่ดีเอสไอ ถูกตีตราว่า "เปื้อนสี" การเมือง คือเรื่องของบุคคล โดยเฉพาะยุค "ธาริต เพ็งดิษฐ์" ที่เข้ามาในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะมีโปรไฟล์เด่นในฐานะ "ทีมโฆษก ศอฉ." มีผลงานเด่นคือฟ้องคดีกลุ่มแกนนำ นปช.

แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยน ปี 2554 เข้าสู่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ "ธาริต" ถูกตั้งฉายาเป็น "ธาริต-เปลี่ยนสี" เพราะย้ายฝั่งมาเร่งเครื่องคดีของฝ่ายตรงข้าม ทั้งคดีโรงพัก 396 แห่ง ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และยังสั่ง "ไม่ฟ้อง" ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน คดีโอนหุ้นชินคอร์ปฯ ให้กับบริษัทแอมเพิล ริชฯ

และที่ทำให้ดีเอสไอถูกครหามากสุด คือกรณีที่ "ธาริต" เซ็นรับรอง-ไม่พบความผิดสหกรณ์ฯ คลองจั่น ที่เชื่อมโยงไปยังคนวัดพระธรรมกายด้วย

สลับมายุคนี้ "การเมือง" ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกขาดจากดีเอสไอ อย่างล่าสุดกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ที่เคยร่วมพิธีบุญใหญ่กับอดีตพระธัมมชโย ก็ถูกเชื่อมโยงกับความเหมาะสมในการคุมองค์กรนี้ จนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องกระโดดเข้าคุมดีเอสไอด้วยตนเอง

ไม่ต่างกัน... เมื่อนายกฯ เข้ามาคุมเอง หนีไม่พ้นคำครหา ว่าเข้ามาคุมดีเอสไอเพื่อเตรียมดูคดีการเมืองหลายๆคดี ทั้งฝ่ายตรงข้ามขั้ว "ทักษิณ" และคดีของฝ่ายตัวเองที่จะเข้าสู่ประแรกของกระบวนการยุติธรรมที่เรียกว่า "ดีเอสไอ"

เรื่องการเมืองที่เป็นฝุ่นควันคลุมดีเอสไอ จึงทำให้ภาพดีของดีเอสไอ อย่างคดีใหญ่ที่คลี่คลายในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น คดีเรียกคืนภาษี กรณีเลี่ยงสำแดงอินวอยซ์เท็จนำเข้ารถหรู หรือการปราบปราบขบวนการค้ามนุษย์ วิตอเรีย ที่พัวพันถึงบิ๊กทหาร-ตำรวจ และนักการเมือง ไม่ถูกพูดถึง เมื่อถึงเวลาที่ต้องปฏิรูป

โจทย์ใหญ่ที่จะให้ "คน-ดีเอสไอ" พาตัวเองพ้นจากอิทธิพลทางการเมืองคงเป็นเรื่องยาก แต่การที่ "คน-ดีเอสไอ" ตั้งใจทำงาน ช่วยเหลือประชาชนให้หลุดพ้นจากความทุกข์-ความเสียหาย

นอกจากจะได้รับ "ความศรัทธา" จากใจประชาชนแล้ว ยังเป็นเกราะกำบังชั้นดีที่จะประกันความคงอยู่ขององค์กรนี้

เมื่อองค์กรพิเศษ ที่ตั้งขึ้นเพื่อทำ "คดีพิเศษ" ทำงานอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมณ์ ทำ "เรื่องยาก" ที่ทุกคนสิ้นหวัง ให้เป็นเรื่องที่ "มีหวัง" และ "หวังพึ่งได้"

วันหนึ่งประชาชนก็จะปกป้องคุณ !!!

 

เจษฎา จี้สละ

กลับขึ้นด้านบน