ก.เกษตรฯ บุกจีน เร่งเครื่องขึ้นทะเบียนสวน โรงคัดบรรจุไทย

ก.เกษตรฯ บุกจีน เร่งเครื่องขึ้นทะเบียนสวน โรงคัดบรรจุไทย

ก.เกษตรฯ บุกจีน เร่งเครื่องขึ้นทะเบียนสวน โรงคัดบรรจุไทย

รูปข่าว : ก.เกษตรฯ บุกจีน เร่งเครื่องขึ้นทะเบียนสวน โรงคัดบรรจุไทย

กรมวิชาการเกษตรรุดเจรจาจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกัน เหยียบคันเร่งขึ้นทะเบียนสวน และโรงคัดบรรจุไทย ก่อนกระทบส่งออกลำไย จี้สวนและโรงคัดบรรจุไทย โดยเฉพาะลำไยขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน กันยายน นี้

วันนี้(4 ก.ย.2562)นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวระหว่างเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 1-4 กันยายน พร้อมด้วยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เพื่อหารือร่วมกับผู้แทนสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชนจีน หรือ GACC ในการแก้ไขปัญหาการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ที่ส่งออกจากไทยไปประเทศจีนล่าช้า ทำให้ในปัจจุบันยังคงมีสวนผลไม้และโรงคัดบรรจุที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนแล้วแต่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากจีน จึงไม่สามารถส่งออกไปยังจีนได้ โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้บรรลุข้อตกลงในการหารือกับ GACC และฝ่ายจีนได้ขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมให้แก่ไทยทันที


จากการที่จีนออกระเบียบเพื่อกำหนดให้ผลไม้เมืองร้อน 5 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ต้องมาจากสวนและโรงคัดบรรจุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยรัฐบาลจีน เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับในกรณีที่สินค้าเกษตรมีปัญหา โดยมาตรการดังกล่าว ได้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา

ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้เร่งขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ เพื่อรวบรวมและจัดส่งให้กระทรวงศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศขึ้นทะเบียน แต่พบปัญหาการขึ้นทะเบียนของฝ่ายจีนล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้โดยเฉพาะลำไยที่กำลังจะออกสู่ตลาด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยผลการหารือ พบว่า จีนมีข้อกังวลเกี่ยวกับจำนวนสวนและโรงคัดบรรจุของไทยที่มีเป็นจำนวนมาก รวมทั้งได้สอบถามถึงวิธีการตรวจรับรองและขึ้นทะเบียนของไทย เนื่องจากจีนมีวิธีการตรวจรับรองและเกณฑ์ที่แตกต่างจากไทยในการขึ้นทะเบียนสวนผลไม้เพื่อส่งออกเฉพาะสวนที่มีพื้นที่มากกว่า 40 ไร่ขึ้นไปเท่านั้น

 

โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้เน้นย้ำว่า ไทยต้องการสร้างโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยสามารถส่งผลผลิตไปยังต่างประเทศได้ จึงไม่ได้จำกัดขนาดพื้นที่สวนที่จะขอขึ้นทะเบียน โดยได้อธิบายรูปแบบการทำสวนผลไม้ของไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มีที่ดินถือครองไม่มาก รวมทั้งแจ้งหลักเกณฑ์การตรวจประเมินสวนและโรงคัดบรรจุของไทย ซึ่งดำเนินการตามหลัก GAP และ GMP ทั้งนี้หลังจากการหารือ ฝ่ายจีนมีความเข้าใจและได้ตกลงขึ้นทะเบียนให้แก่ไทยโดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2562

ผู้ประกอบการที่ขอขึ้นทะเบียนแล้วสามารถตรวจสอบรายชื่อได้จากเว็บไซด์ของกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้ จีนขอให้กรมวิชาการเกษตรเร่งรัดการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุ โดยเฉพาะลำไยที่ประสงค์ส่งสินค้าไปจีนในปีนี้ เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2562

 

จากการสำรวจราคาผลไม้ในพื้นที่ภาคใต้ของทีมข่าวไทยพีบีเอส ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2562 ที่จังหวัดสงขลา พบว่า ราคาทุเรียนขายปลีกอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 บาท  โดยหมอนทองอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ชะนี 70 บาท ก้านยาว 60 บาท ขณะที่่ราคามังคุดขายปลีกอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งผลไม้ทั้งสองชนิดเป็น 2 ใน 5 ชนิด ที่ไทยส่งออกไปจีน

ผู้ประกอบการผลไม้บางราย ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการของกรมวิชาเกษตร ล่าช้าเกินไป เพราะขณะนี้ผลไม้ภาคใต้หมดฤดูกาลแล้ว เช่น ทุเรียน ซึ่งส่งผลต่อราคาผลไม้ที่คาดว่าจะขายได้ราคาดีเหมือนภาคตะวันออก ซึ่งราคาทุเรียนปีนี้ลดลงต่ำกว่า 100 บาท เพราะไม่เกิดการแย่งซื้อของผู้ประกอบการ และเห็นว่ากรมวิชาการควรเร่งดำเนินการก่อนที่จีนขึ้นทะเบียนก่อนที่จีนจะมีผลบังใช้เรื่องมาตรฐานต่างๆ ทำให้ชาวสวนเสียโอกาสในการขายได้ราคา  

กลับขึ้นด้านบน