เตือนหิ้วแบรนด์เนมสำแดงสินค้าให้ถูกต้อง

เตือนหิ้วแบรนด์เนมสำแดงสินค้าให้ถูกต้อง

เตือนหิ้วแบรนด์เนมสำแดงสินค้าให้ถูกต้อง

รูปข่าว : เตือนหิ้วแบรนด์เนมสำแดงสินค้าให้ถูกต้อง

อธิบดีกรมศุลกากร เตือนนักท่องเที่ยว สำแดงสินค้าที่ต้องเสียภาษีด้วยตัวเอง ดีกว่าถูกเจ้าหน้าที่เรียกค่าปรับและภาษี หลังเร่งติดตั้งเครื่องเอ็กซเรย์คร่อมสายพาน สแกนกระเป๋า100% พร้อมใช้งาน ต้นปี

วันนี้ (5 ก.ย.2562) นายกกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า เครื่องเอ็กซ์เรย์แบบคร่อมสายพาน จำนวน 23 เครื่อง มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท กำลังถูกติดตั้งบนสายพานกระเป๋า ที่สนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปีนี้ และพร้อมเดินเครื่องทำงานในต้นปีหน้า

ทั้งนี้ หากเครื่องเอ็กซ์เรย์เริ่มทำงาน จะสามารถสแกนนภาพสิ่งของในกระเป๋าที่ผ่านสายพานทั้ง 100% และเครื่อง สามารถแสดงเครื่องหมาย หากพบสิ่งของต้องห้าม ที่ตามโปรแกรมไว้ เช่น ยาเสพติด ชิ้นส่วนสัตว์ป่า ตามบัญชี อนุสัญญาไซเตส รวมทั้ง สินค้าแบรนด์เนม ที่อาจรับพรีออเดอร์จากต่างประเทศ หรือ พกของใช้ติดตัวมูลค่าเกิน 20,000 บาท ที่มีลักษณะเชิงพาณิชย์

จึงขอแนะนำให้ นักเดินทาง สำแดงสินค้าที่พกติดตัวเข้ามาจากต่างประเทศ ที่ช่องสีแดง หรือ มีสินค้าที่ต้องสำแดง เพื่อชำระภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งดีกว่าการตัดสินใจเดินเข้าช่องสีเขียว หรือ ไม่มีสินค้าที่ต้องสำแดง ทั้งที่ มีภาพจากเครื่องเอ็กซเรย์เป็นหลักฐาน

หากมีสิ่งของต้องสงสัย เครื่องจะโชว์ สัญลักษณ์เตือนทันที เจ้าหน้าที่จะรู้หมด ดังนั้น ขอให้นักท่องเที่ยว ที่มีของต้องสำแดง เดินเข้าช่องสีแดงเอง ไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่เรียกขอเปิดกระเป๋า มิฉะนั้นจะเสียทั้งภาษี และค่าปรับ

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวอีกว่า หากเครื่องเอ็กซเรย์นี้ ใช้ได้ผล ก็จะทยอยจัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อติดตั้งสนามบินดอนเมือง และสนามบินจังหวัดใหญ่ต่อไป พร้อมระบุว่า ผู้ค้าธุรกิจนี้ หากเดินทางออกนอกประเทศ จะถูกเฝ้าระวังการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์เนม หากเดินทางกลับเข้าประเทศ จึงเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมจะหิ้วสินค้ามาเข้าโดยตรง เปลี่ยนเป็นการใช้เครือข่ายรับสินค้าหลายช่วง แต่กรมฯ ได้วางสายข่าว และเตรียมรับมือไว้พร้อมแล้ว

ทั้งนี้ กรมฯ ได้รับมอบหมายให้เพิ่มยอดการจัดเก็บรายได้ ปีงบประมาณ 2563 เพิ่มขึ้นที่110,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก จากประมาณการณ์รายได้ตามเอกสาร ปีงบฯ 2562 จำนวน 100,000 ล้านบาท จึงได้การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ จากการใช้เทคโนโลยี และมาตรการป้องปรามเพิ่มขึ้น

ขณะที่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมศุลกากร กล่าวภายหลังมอบนโยบายผู้บริหารกรมฯว่า ขอให้กรมศุลฯ เชื่อมระบบออนไลน์ข้อมูลกับร้านปลอดภาษีในเมือง เพื่อตรวจสอบข้อมูลจำนวนสินค้า ตรงกับการจัดเก็บรายได้ภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม ของกรมสรรพากรหรือไม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้

นอกจากนี้ ยังเร่งรัดให้ กรมฯ เชื่อมข้อมูลออนไลน์กับหน่วยงานราชการในประเทศ ให้ครบทั้งหมด ภายใน 3 เดือนนี้ รวมทั้งพัฒนาระบบติดตามสินค้านำเข้าทุกระยะ หรือ E-tracking เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการติดตามสินค้า

 

ขณะที่ กรมศุลฯรายงานยอดมูลค่าสินค้าลักลอบที่นำออกประมูลล่าสุด เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีแล้ว จาก 1,000 ล้านบาท เป็น 1,600 ล้านบาท หลังเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร.

กลับขึ้นด้านบน