เข้าใจ HIV ให้มากขึ้น กับ "พีท" คนเลือดบวก

เข้าใจ HIV ให้มากขึ้น กับ "พีท" คนเลือดบวก

เข้าใจ HIV ให้มากขึ้น กับ "พีท" คนเลือดบวก

รูปข่าว : เข้าใจ HIV ให้มากขึ้น กับ "พีท" คนเลือดบวก

ไทยพีบีเอส พูดคุยกับ "ฐิฏิวัสส์ ศิรเศรษฐกร" เจ้าของเพจ "พีทคนเลือดบวก" ผู้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี ผ่านประสบการณ์จริง เพื่อสื่อสารให้สังคมเข้าใจคนเลือดบวกมากขึ้น

จุดเปลี่ยนชีวิต ตรวจเลือดแลกตั๋วหนัง?

แฟนชวนไปตรวจเลือด เพราะเขาจะแจกตั๋วหนังฟรี 2 ใบ แต่สุดท้ายพบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี ตอนนั้นความรู้สึกแรก คือ คิดว่าติดจากแฟนแน่นอน เพราะเขาชวนเราไปตรวจ แล้วคบกันมา 1 เดือนเวลามีเพศสัมพันธ์ก็ไม่เคยป้องกันเลย แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร เพราะคิดว่าถ้าเราติดจากแฟน เราก็จะช่วยดูแลกันใช้ชีวิตร่วมกับแฟนคนนี้ตลอดไป

ตอนนั้นคิดว่าเอชไอวี กับพีทไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ อยู่กันคนละโลก ไม่ได้มีความเสี่ยงอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าวันนี้จะต้องเป็น ก็อาจจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเอชไอวี

หลังตรวจเลือด คนตรวจถามว่า จะบอกแฟนกับครอบครัวไหม เราก็บอกว่า เราต้องบอก เพราะว่าสุดท้ายแล้วมันเป็นเงื่อนไขในการใช้ชีวิตร่วมกัน ส่วนเขาจะอยู่หรือไปก็ขึ้นอยู่กับเขาแล้ว พอกลับออกมาเจอกันก็บอกแฟนทันทีว่าไม่เป็นไรนะ เลือดเป็นบวกเหมือนกัน เราจะอยู่ด้วยกัน แต่แฟนบอกว่าเลือดเขาเป็นลบ

ความรู้สึกมันปะเดปะดังเข้ามาตอนนั้น เราขยะแขยงตัวเอง ว่าเราไปติดเอชไอวี มาตอนไหน ติดมาจากใครก็ไม่รู้ ติดมาอย่างไรก็ไม่รู้ พีทถามเขาว่า ผมเลือดเป็นบวก ตัดสินใจตอนนี้เลยจะอยู่กับเราต่อ จะไปก็ไม่โกรธ แต่อย่ามาทิ้งเรากลางทาง

แฟนก็ไม่เลือกอะไรตอนนั้น แต่ตอบว่า ไม่ต้องรู้หรอกว่าจะอยู่หรือไป ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ แต่พีทไม่โอเค อยากให้เขาติดสินใจเลย เพราะคิดว่าถ้าติดเชื้อแล้ว เราอยู่คนเดียว เราอาจจะสู้ต่ออีกหน่อย จนกว่าจะสู้ไหว แล้วก็ตายไปพร้อมกับมันเหมือนในละครหลังข่าว

ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการรักษา?

คำว่าอยู่ได้ หมายถึงอยู่แบบแข็งแรง ไม่ใช่อยู่แบบเป็นภาระคนอื่น ลำบากตัวเองไม่เป็นไร แต่ลำบากคนอื่นมันเจ็บปวด แล้วยังมีเรื่องชื่อเสียง การตีตราจากคนอื่นอีก มันแย่มาก

ตอนนั้นไม่รู้เลยว่า ถ้าเป็นเอชไอวี เขาอยู่กันอย่างไร รู้แค่ว่าเป็นแล้วต้องตาย ซึ่งมีภาพจำแต่ส่วนที่เลวร้าย เราเลยตัดสินใจว่าจะเข้าสู่ระบบการรักษาและเชื่อหมอ หมอให้ทำอะไรก็จะทำตาม เพราะคิดว่าน่าจะตายช้าลง

 

ตอนที่เข้าสู่ระบบการรักษาระดับภูมิต้านทานของร่างกาย หรือ CD4 ของเราอยู่ที่ 460 ถ้าไม่รับยาต้านให้เร็ว CD4 ของเราจะตกลงไปเรื่อยๆ

ถ้าเราปล่อยให้ CD4 ต่ำกว่า 200 จะอยู่ในภาวะเอดส์ และจะมีโรคฉวยโอกาสและโรคแทรกซ้อนต่างๆ รุมเข้ามา ซึ่งคนที่เข้าไปอยู่ในภาวะนั้นก็จะป่วยหลายๆ โรคพร้อมกัน สุดท้ายก็จะไม่รอด

การรักษาระดับ CD4 ต้องกินยา เพราะจะช่วยลดปริมาณไวรัสลง ตัวที่ไปทำลายภูมิคุ้มกันก็จะน้อยลง บวกกับดูแลร่างกาย พักผ่อนให้มากขึ้น ดูแลตัวเองให้มากขึ้น แต่ปกติหมอจะให้ยาสำหรับคนที่มี CD4 ต่ำกว่า 300

พีทถามหมอว่า ทำไมต้องรอให้ร่างกายมันแย่ เอายาไปเลยไม่ได้หรอ ซึ่งยิ่งกินยาเร็ว มันก็ยิ่งดี ตอนนั้น เรามองว่าเราควรทำให้เต็มที่ เพื่อที่จะไม่ต้องมาเสียใจอะไรกับตัวเองในอดีต เพราะเราทำเต็มที่แล้ว ถ้ามันไม่ได้ เราก็พร้อมยอมรับและตายอย่างสงบ

ในวันที่ต้องบอกคนสำคัญว่าเป็นคนเลือดบวก

ตอนเริ่มยาต้านไวรัสไป 1 เดือน พีทมีผลข้างเคียง คือ ภาวะภูมิกระโดด เป็นอาการสำหรับคนที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี ในช่วงแรก ๆ ในกรณีเริ่มยาในช่วง CD4 สูงๆ นอกจากนี้ยังมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียในเยื่อหุ้มสมอง ทำให้พีทป่วยหนัก

เวลาหมอมาตรวจ หมอจะกระซิบเบาๆ เลยขอให้หมอไปบอกพ่อกับแม่ ตอนนั้นเราไม่พร้อมที่จะบอกเอง ไม่พร้อมจะรับอะไรเพิ่ม เพราะตอนนั้นก็แย่อยู่แล้ว ถ้าแม่จะบ่นก็ให้ไปบ่นกับหมอ

 พอแม่กลับมา แม่ก็ไม่ได้ถามอะไร อยู่ด้วยตลอด แต่พ่อรับไม่ได้เลย ไม่อยู่ใกล้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ปล่อยให้บรรยากาศมันเป็นไป

เคล็ดลับจากคนแปลกหน้า ช่วยอาการดีขึ้น?

หลังรอดมาได้จากการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็กลับไปรักษาที่บ้าน แล้ววันหนึ่งได้รับยาที่โรงพยาบาล แต่บังเอิญเจอคนที่มารอรับยาเหมือนกัน เขาก็ทักว่า "น้องมารับยาต้านเหมือนกันเหรอคะ" ก็เลยคุยกับเขา

พี่เขาเล่าว่า เขาอยู่กับเอชไอวี มา 22 ปี ตอนนั้นพีทยังไม่เชื่อเลยว่าคนจะอยู่กับเอชไอวี ได้ 10 ปี 20 ปี อยู่ได้ตามอายุขัย แล้วอยู่ได้อย่างแข็งแรง

ถ้าเขาไม่บอก เราไม่รู้เลยว่าเขามีเชื้อเอชไอวี เราเลยคิดว่ามันเป็นสูตรสำเร็จแล้วที่เขาจนอยู่มาได้ 22 ปี เลยถามเคล็ดลับ เขาบอกว่า กินยาให้ตรงเวลา และอย่าหยุดยา ผมถามว่าแค่นี้จริงเหรอ เขาตอบว่า แค่นี้จริงๆ

วันนั้นเป็นวันที่เราเห็นกับตาว่ามันอยู่ได้จริงๆ ถ้าต้องกินยาต้านตรงเวลา และอย่าหยุดยา แล้วทำให้อยู่ได้ 10 ปี เราคิดว่าทำได้

ตอนที่เข้ารักษาใหม่ๆ ตั้งใจจะกินยาให้ตรงเวลา แต่มีเรื่องของจิตใจ ความอึดอัด กดดันตัวเอง ทำให้เราไม่ค่อยกินยา แต่พอเจอพี่คนนี้ เราก็เริ่มคิดว่าถ้าทำให้การกินยาเป็นชีวิตประจำวัน เหมือนการกินข้าว การอาบน้ำน่าจะช่วยได้

 

ช่วงแรกๆ เราหวาดระแวงกับการกินยา พีทใช้เวลา 1 ปี เพื่อทำให้ชิน แบบที่ไม่ต้องคิดว่าต้องกินอีกแล้วเหรอ สุดท้ายสิ่งที่เราทำมันก็ส่งผลดีมาก พีทมี CD4 มากกว่า 600 เทียบเท่ากับคนเลือดลบ และมีปริมาณไวรัสในเลือดน้อยกว่า 40 ซึ่งอยู่ในระยะของการไม่สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้แล้ว ตั้งแต่ 1 ปีแรกของการรักษา


นิยามใหม่เอชไอวี 5 สถานะ?

เมื่อก่อนคนจะเหมารวมว่าเอชไอวี กับ เอดส์เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงมันแยกกันชัดเจนว่า คนอยู่ร่วมกับเอชไอวี ไม่ได้เป็นเอดส์ทุกคน โดยคนที่เป็นเอดส์ คือ คนที่มี CD4 ต่ำกว่า 200 และมีภาวะโรคฉวยโอกาส นั่นถึงจะเรียกว่าผู้ป่วยเอดส์

เอาจริงๆ แล้วโรคเอดส์ก็ไม่มีอยู่จริง มีแค่กลุ่มโรคจากภาวะเอดส์ เอดส์เป็นแค่ภาวะและมีโรคเข้ามาต่างหาก เวลาตาย ไม่มีใครตายจากโรคเอดส์ มีแต่คนตายจากโรคฉวยโอกาสจากภาวะเอดส์

แต่ก่อนคนเข้าใจว่าสถานะเลือดมีแค่ผลลบกับบวก แต่พีทเริ่มจากคนเลือดบวก พีทไม่อยากให้ใครเรียกว่าเป็นเอดส์ แล้วมันเกิดคำถามว่าคนเลือดบวกกับเอดส์แยกอย่างไร  อะไรคือเกณฑ์วัดว่าคนไหนเป็นเอดส์ คนไหนไม่เป็นเอดส์ ก็เลยเริ่มศึกษามากขึ้น จนพีทมองว่ามันสามารถกำหนดได้เป็น 5 สถานะ

  1. unknown คือ คนที่ไม่เคยตรวจสถานะเลือด หรือตรวจเลือดนานเกิน 6 เดือน ซึ่งในกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณครึ่งประเทศ เมื่อไม่รู้สถานะเลือดก็อาจไม่ได้ป้องกันหรือรักษาได้ทันท่วงที หากไม่รู้ก็ควรไปตรวจให้รู้เพราะอาจอันตรายทั้งต่อตัวเองและคนอื่น 
  2. negative หรือ เลือดลบ คือ ไม่มีเอชไอวี ซึ่งมีหน้าที่หลักในการรักษาสถานะผลเลือดตัวเองให้ได้นานที่สุด โดยการป้องกันอย่างถูกวิธี
  3. Negative on PrEP  กลุ่มคนเลือดลบที่มีความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี แต่มีการป้องกันด้วยนวัตกรรมในปัจจุบันและคนรู้จักน้อยมาก อย่างยาเพร็พ (PrEP) ซึ่งเป็นยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อ โดยมีอยู่ในโรงพยาบาลทั่วไปและสามารถใช้สิทธิบัตรทองได้ แต่ต้องให้แพทย์วินิจฉัยและสั่งจ่ายเท่านั้น
  4. positive หรือ เลือดบวก คือ มีเชื้อเอชไอวี
  5. positive undetectable กลุ่มคนเลือดบวกที่เข้าสู่ระบบรักษา กินยาต้านไวรัส เพื่อกดปริมาณไวรัส จนถึงจุดที่ค่าไวรัสน้อยกว่า 40 VL จนไม่สามารถส่งต่อเชื้อเอชไอวีให้กับคนอื่นได้ หรือเท่ากับความเสี่ยงเป็นศูนย์

ไม่ใช่แค่กล้าบอกว่าเป็นคนเลือดบวกแต่อยากสร้างความเข้าใจให้คนเลือดลบ?

ตอนนั้นคิดว่าแค่อยากจะชนะความกลัวของตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้พีทไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย แต่พอรู้ว่าตัวเองเป็นคนเลือดบวก เราก็พยายามจะศึกษาให้ตัวเองมีความเข้มแข็งในจิตใจมากพอที่จะกล้าบอกผลเลือดของตัวเองกับคนอื่นหรือคนแปลกหน้า หรือใครก็ตามที่เราอยากจะบอก 

วันที่เปิดเผยผลเลือด พีทเตรียมใจที่จะต้องโดนเหยียดหยาม เพราะพีทคิดอยู่แล้วว่าจะต้องมีคนคิดว่า ภูมิใจอะไรนักหนากับการเป็นคนเลือดบวก เท่เหรอ

พีทบอกว่าไม่ พีทไม่ได้อยากเท่ พีทแค่อยากยอมรับตัวเองได้ วันนั้นเรากลัวมาก เราไม่ใช่คนกล้า แต่เราเผชิญหน้ากับความกลัว ตอนนั้นรู้สึกมันกลัวจนมือไม้สั่น อยากจะหายไปจากโลกในวันที่เขารับเราไม่ได้

พีทตัดสินใจโพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับผลเลือดลงเฟซบุ๊ก ที่มีเพื่อนอยู่ 5,000 คน  ปรากฏว่า มีแต่คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยคำชื่นชม ซึ่งเกินคาดมาก มันทำให้รู้ว่าทุกอย่างที่กลัว เราคิดเองทั้งหมด

จากนั้นก็เริ่มมีคนติดต่อหลังไมค์เข้าว่า ว่าเป็นเหมือนกัน หลายคนที่คุยกันในเฟซบุ๊กแต่เราไม่เคยรู้เลยว่าเขาก็เป็นคนเลือดบวก กลุ่ม NGO ก็เริ่มเชิญไปให้สัมภาษณ์ เล่าประสบการณ์ แล้วคนเลือดบวกก็เริ่มเข้าหาเรามากขึ้น ปรึกษาเรามากขึ้น พีทลองถามพวกเขาว่าไม่คิดจะบอกคนอื่นเหรอว่าตัวเองเป็นคนเลือดบวก ทุกคนตอบว่าไม่กล้า เพราะสังคมรับไม่ได้

พีทคิดขึ้นมาในใจว่า เขารับไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเขาไม่เข้าใจ มันต้องเป็นเราหรือเปล่าที่จะไปเล่าให้เขาฟัง อธิบายให้เขาเข้าใจ

 

ทุกวันนี้ที่มันเกิดระยะห่างกันมากขึ้น ระหว่างคนเลือดบวกกับคนเลือดลบ เพราะไม่รู้จะวางตัวกันอย่างไร สื่อสารกันไม่เข้าใจ เราเลยคิดว่าต้องมีคนสักคนมาช่วยสร้างความเข้าใจ เลยตัดสินใจออกมาสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก พีทคนเลือดบวก

สำหรับการทำเพจเนื้อหาส่วนใหญ่ต้องการถ่ายทอดชีวิตทั่วไป เพื่อสื่อสารว่า คนติดเชื้อเอชไอวี ไม่ใช่คนป่วย แต่เป็นคนที่มีวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่ต้องกินยาต้านไวรัส ส่วนการใช้ชีวิต การทำตามความฝัน วิถีก็ยังทำได้ตามปกติ โดยใช้ข้อความเพื่อขอไม่ให้ตัดสินคนจากผลเลือด ส่งต่อไปยังคนเลือดลบ ให้ผลเลือดเป็นแค่สเตตัส 

ทำมา 1 ปี ช่วงแรกๆ ไม่มีคนกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์ แต่ยิ่งผ่านไป เริ่มมีการกดไลก์ มีการคอมเมนต์ มีการแชร์และกล้าที่จะเปิดเผยตัวเองต่อไป เหมือนเขาฟังแล้วเขามีกำลังใจ สิ่งที่เราพูดเขาก็รู้สึก 

แม้จะต่อสู้เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีด้วยคอนเทนต์อยู่เสมอ แต่ทุกวันนี้พีท ทิ้งท้ายกับไทยพีบีเอสว่า "ยังต้องเจอคำถามว่าพีทนายเป็นเอดส์เหรอ" 

เราก็บอกเขาว่าไม่นะ ไม่ได้เป็นเอดส์ เป็นคนเลือดบวกเฉยๆ คนที่รู้ว่าตัวเองเลือดบวกแล้วกินยาต้าน นอกจากเพื่อตัวเอง เขายังทำเพื่อปกป้องคนอื่นด้วย ซึ่งถือว่าปลอดภัยมากกว่าคนที่ไม่เคยตรวจเลือดเลยเสียอีก

 

 

กลับขึ้นด้านบน