รมว.คมนาคม เร่งผลักดันการขนส่งทางราง เพิ่มร้อยละ 30

รมว.คมนาคม เร่งผลักดันการขนส่งทางราง เพิ่มร้อยละ 30

รมว.คมนาคม เร่งผลักดันการขนส่งทางราง เพิ่มร้อยละ 30

รูปข่าว : รมว.คมนาคม เร่งผลักดันการขนส่งทางราง เพิ่มร้อยละ 30

“ศักดิ์สยาม” เร่งผลักดันเส้นทางรถไฟเชื่อมอีอีซี - ทะเลอันดามัน พร้อมเร่งรถไฟไทย-จีน ยืนยันคนไทยต้องได้ใช้ภายในปี 2566

วันนี้ (10 ก.ย.2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า นโยบายขณะนี้ที่มุ่งเน้นคือการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางให้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 ของโลจิสติกส์ทั้งระบบเพื่อลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบรางเชื่อมท่าเรือสำคัญกับพื้นที่อีอีซี


โดยเริ่มจากโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 รวม 9 เส้นทาง มูลค่า 388,900 ล้านบาท จะพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นได้ภายใน 3 ปี ได้แก่ โครงการที่เตรียมเปิดประมูลคือ รถไฟทางคู่ช่วง บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม วงเงิน 6.79 หมื่นล้านบาท และรถไฟทางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ วงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท

ส่วนรถไฟทางคู่เฟส 2 ที่เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้นได้แก่ รถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มูลค่า 8 พันล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย มูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย 5.6 หมื่นล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา มูลค่า 5.7 หมื่นล้านบาท รถไฟทางคู่ระนอง-ชุมพร วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท 


โครงการรถไฟเชื่อมพื้นที่อีอีซี มองว่า น่าจะเป็นเส้นทางช่วง อีอีซี-ท่าเรือระนอง เนื่องจาก จ.ระนอง มีโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกอยู่แล้ว ประกอบกับการขนส่งสินค้าฝั่งทะเลอันดามันนั้นมีศักยภาพในการเชื่อมโยงการขนส่งทางน้ำกับกลุ่มประเทศ BIMSTEC ซึ่งมีเมียนมา ศรีลังกาและอินเดีย ดังนั้นจึงต้องเร่งผลักดันทางรถไฟให้เชื่อมต่อกัน ให้เหมือนกับพื้นที่อีอีซี ซึ่งมีการพัฒนาสนามบิน ท่าเรือและรถไฟความเร็วสูงไปพร้อมกัน

สำหรับเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภาพรวมของกระทรวงคมนาคมอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งโครงการขนาดใหญ่อย่าง โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟสที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วงเงินลงทุน 2.3 แสนล้านบาท ได้แก่ ค่าก่อสร้าง 1.8 แสนล้านบาทและค่างานระบบจัดหารถและซ่อมบำรุงอีก 5 หมื่นล้านบาท จะต้องเจรจากับทางฝ่ายจีนเพื่อลงนามสัญญางานระบบ ซึ่งมองว่าโครงการนี้จะทำให้เป็นผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ โดยจะพยายามดำเนินการไม่ให้ช้ากว่ากำหนดที่จะเปิดเดินรถในปี 2566 เนื่องจากทางฝั่งสปป.ลาวก่อสร้างไปได้มากแล้ว 

 

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินอีอีซี วงเงิน 2.2 แสนล้านนั้น ขณะนี้คืบหน้าไปมากแล้วไม่น่ามีปัญหาในการลงนามสัญญา อย่างไรก็ตามด้านโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วง ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ รวมงานระบบและเดินรถ วงเงิน 2.3 แสนล้านบาทนั้นเป็นโครงการใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ต้องผลักดัน ขณะนี้เรื่องอยู่ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งติดปัญหาเรื่องการขออนุมัติกรอบวงเงินเพื่อชำระค่าก่อสร้าง ยืนยันว่าตนจะผลักดันให้รวดเร็วที่สุด

รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า แผนเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟจากอีอีซีไปยังทะเลอันดามันที่ จ.ระนอง ขณะนี้รฟท. อยู่ระหว่างก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงนครปฐม-ชุมพร ซึ่งจะเปิดบริการเต็มเฟสได้ในปี 2565 ส่งผลให้การขนส่งสินค้าจากอีอีซีไปยังภาคใต้จะเป็นรถไฟทางคู่ทั้งหมด

นอกจากนี้ขณะนี้อยู่ระหว่างผลักดันโครงการถไฟทางคู่ช่วงชุมพร-ระนอง วงเงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ไปพัฒนาเพื่อส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor) หรือ SEC ตลอดจนเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าระหว่าง 2 ฝั่งมหาสมุทรด้วยระบบราง (Land-bridge) ระหว่างทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน หากสามารถพัฒนาเส้นทางรถไฟดังกล่าวได้จะทำให้การขนส่งสินค้า อีอีซี-ท่าเรือระนอง เป็นรถไฟทางคู่ทั้งหมด 


สำหรับท่าเรือระนอง ขณะนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) อยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณการขนส่งสินค้า จากปัจจุบันรองรับได้ 7.8 หมื่นทีอียู/ปี โดยจะสามารองรับได้ประมาณ 3 แสนทีอียู/ปี และเป็น 5 แสนทีอียู/ปี ภายในปี 2565 ซึ่งจะเท่ากับขีดความสามารถของท่าเรือจากประเทศอินเดีย เมียนมาและศรีลังกาได้ อีกทั้งยังลดระยะเวลาการขนส่งได้จำนวนมาก โดยเฉพาะในเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง-อินเดีย สามารถลดเวลาขนส่งได้มากกว่า 100% จาก 15 ชั่วโมงเหลือเพียง 7 ชั่วโมง

 

กลับขึ้นด้านบน