“ประยุทธ์” แจงใช้รถไฟฟ้ากระตุ้น ศก. หนี้สาธารณะลดเหลือ 42 %

“ประยุทธ์” แจงใช้รถไฟฟ้ากระตุ้น ศก. หนี้สาธารณะลดเหลือ 42 %

“ประยุทธ์” แจงใช้รถไฟฟ้ากระตุ้น ศก. หนี้สาธารณะลดเหลือ 42 %

รูปข่าว : “ประยุทธ์” แจงใช้รถไฟฟ้ากระตุ้น ศก. หนี้สาธารณะลดเหลือ 42 %

นายกฯ ตอบประเด็นใช้งบประมาณ ระบุปัจจุบันมีหนี้สาธารณะ ไม่เกินร้อยละ 60 หลังกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการรถไฟฟ้า หนี้สาธารณะลดลงเหลือร้อยละ 42.2

วันนี้ (18 ก.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.12 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นอภิปรายตอบต่อที่ประชุมสภาฯ ประเด็นที่มาของเงินงบประมาณ ที่ถูกฝ่ายค้านซักฟอกว่าการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ไม่บอกถึงแหล่งที่มาของงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินนโยบาย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องบริหารเงินภายใต้เงินคงคลังที่ตั้งไว้ โดยนำนโยบายของพรรคการเมืองที่ไปหาเสียงไว้กับประชาชนมาใส่ไว้ในยุทธศาสตร์ 12 ด้าน ซึ่งถ้าระบุด้วยการตั้งวงเงินมา 12 ด้าน จะใช้เงิน 2 ล้านล้านบาท

หนี้สาธารณะปัจจุบันไม่เกินร้อยละ 60 หลังจากรัฐบาลมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการรถไฟฟ้า เทียบก่อนปี 2557 วันนี้ลดจากร้อยละ 43.3 เหลือร้อยละ 42.2

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยากให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปศึกษากฎหมายอีก 2 ตัว นอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว คือ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2561 ว่าเขียนไว้ว่าอย่างไรบ้าง และ พ.ร.บ.บัญญัติวินัยการเงินการคลัง ปี 2561 ซึ่งสมัยก่อนอาจจะยังไม่มี กรุณาไปดูรายละเอียดตรงนั้นด้วย ในนั้นจะครอบคลุม

 

ส่วนเรื่องที่มาของงบประมาณ หลังจากที่ได้แถลงนโยบาย เมื่อวันที่ 25-26 ก.ค. ทั้งนโยบายหลัก 12 ด้าน และนโยบายเร่งด่วนอีก 12 ด้าน ได้ระบุไว้ว่า รายได้ดังกล่าว ในคำแถลงนโยบายหน้าที่ 33 -34 นั้น รัฐบาลได้กำหนดแหล่งที่มาของรายได้ในการดำเนินการนโยบาย ได้แก่ 1.แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่เก็บจากรายรับของรัฐบาล ประกอบรายได้จากภาษีและไม่ใช่ภาษี และเงินกู้ และ 2.แหล่งเงินนอกงบประมาณ การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม (พีพีพี) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงรายได้สะสมจากกองทุนต่างๆ และการแปลงสิทธิให้เป็นทรัพย์สินในอนาคต

การแถลงนโยบายในวันดังกล่าว รัฐบาลไม่อาจระบุได้ว่า จะนำรายได้ประเภทใดหรือภาษีชนิดใดไปใช้ในการดำเนินการด้านนโยบายใดเป็นการเฉพาะ ในลักษณะที่จับคู่กันอย่างชัดเจน เนื่องจากระบบเงินคงคลัง และระบบวิธีการงบประมาณที่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคงคลัง พ.ศ. 2491 และแก้ไขเพิ่มเติม ที่กำหนดให้รายรับของรัฐบาลทั้งหมด ทั้งรายได้แผ่นดิน ภาษีค่าทำเนียม ค่าปรับ เงินกู้ จะต้องถูกส่งเข้าเป็นเงินแผ่นดิน ในบัญชีเงินคงคลังที่ 1 และสามารถโอนเงินจากเงินคงคลังที่ 1 ไปยังเงินคงคลังที่ 2 เพื่อนำไปใช้จ่ายตามรายจ่ายที่ปรากฏอยู่ในการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณรายจ่าย หรือตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้จ่ายได้เท่านั้น

จัดเก็บภาษีลดเหลื่อมล้ำ-ไม่ขูดรีดประชาชน 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำ การจัดเก็บภาษีที่ดีนั้น รัฐบาลต้องคำนึงถึงหลักความเสมอภาค สร้างความเป็นธรรมในสังคม รักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ รัฐบาลก็จะนำภาษีที่จัดเก็บได้ไปใช้ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งรวมถึงรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม รายจ่ายที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลทั้ง 12 ด้าน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

รัฐบาลไม่ได้หวังจะขูดรีดภาษีจากประชาชน โดยจัดเก็บภาษีอย่างเท่าเทียม ยุติธรรม ใช้การจัดเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยมีการจัดเก็บภาษีหลายประเภท ภาษีที่เก็บได้ก็นำมาจัดสรรเป็นงบประมาณรายจ่าย ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม การลงทุนต่างๆ 

 

สำหรับนโยบายหาเสียง ไม่ว่าจะหาเสียงมาอย่างไรก็ตาม เป็นความต้องการของประชาชน เป็นความต้องการของพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะดูแลประชาชน แต่ขณะเดียวกันเมื่อเป็นรัฐบาลก็ต้องดูแลรายละเอียดตรงนี้ให้ดีที่สุด ว่าทำได้หรือไม่ได้อย่างไร ผมได้ไปรวบรวมมาว่านโยบายของพรรคการเมืองนั้นมีความหลากหลาย บางนโยบายมีความคล้ายคลึงกัน จึงมีการจัดกรอบใน 12 ด้าน ซึ่งมีรายละเอียดทั้งหมดที่รับนโยบายทุกพรรคมาอยู่ในนั้น แต่จะสามารถทำได้หรือไม่ หากอนุมัตินโยบายทั้งหมด ตั้งงบทั้งหมดจะใช้เงินมากกว่า 2 ล้านล้านบาท นี่คืองบประมาณที่หาเสียงมา เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ปฏิเสธในส่วนนี้ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบในการบริหารงบประมาณที่มีอยู่

ปีนี้มีงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้งบฯ ที่เป็นงบฯ ใช้จ่ายประจำปีอยู่แล้ว ในงบฯหลายๆ อย่างด้วยกัน ทั้งงบลงทุน งบใช้จ่ายประจำ แก้ปัญหางบฯ กลาง ใช้หนี้มันมีใช้จ่ายอยู่แล้ว

การจัดสรรงบประมาณต้องเข้าใจว่ามันไม่เหมือนเดิม รัฐบาลที่แล้ว กำหนดไว้ส่วนเดียว คือ นโยบายจำนำข้าว ระบุไว้ 15,000 บาท แล้วเป็นอย่างไร อย่าลืมตรงนี้

ส่วนประเด็นคนไม่เชื่อมั่นทำให้ติดลบ 3 เดือน ผมดูแล้วในส่วนนี้มองแล้วว่า ความเข้าใจพื้นฐาน เดือน มิ.ย.เก็บได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า เดือน ก.ค.62 จัดเก็บได้ ต่ำกว่า ร้อยละ 12.3 เนื่องจากใน ก.ค.61 มีการโอนทรัพย์สินของกิจการขนาดใหญ่ 2 แห่ง ทำให้การชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสูงเป็นพิเศษ หากตัดปัจจัยพิเศษดังกล่าวแล้ว การจัดเก็บภาษีในประเทศ จะขยายตัว ร้อยละ 3.2 เดือน ส.ค.จัดเก็บได้มากกว่า ร้อยละ 3.8 ส่วน VAT ในการนำเข้า เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบลดลงมากกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาเรล เมื่อปรับลดลงภาษีจากการจัดเก็บนำเข้าน้ำมันดิบลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งทั้งหมดเป็นรายได้จากภาษีที่บางอย่างก็ลดลง บางอย่างก็เพิ่มขึ้น

นายกฯ ลั่นไม่ใช่คนร่างรัฐธรรมนูญ 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กรณีคำถามที่ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างมาเพื่อผม ผมไม่ได้เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.เป็นคนร่าง และผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับท่านเลย จำไว้ผมจะไม่ยุ่งกับเขา ผมพูดเฉพาะมาตรา 44 อย่าเอาผมไปพูดแบบนั้น

ส่วนเรื่อง จีดีพีโตต่ำกว่าเป้าหมาย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ไม่จริง ส่วนเรื่องแรงงาน ว่างงานร้อยละ 1.1 ถือว่ายังน้อย ต้องไปดูว่าการว่างงานเกิดจากอะไร เลือกงานหรือไม่ หรือว่า หรือว่า โรงงานมีการปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลก็ต้องไปเตรียมมาตรการตรงนี้ ทั้งการยกระดับฝีมือแรงงาน ร่วมมือกันทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ

ส่วนกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ช่วยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงอย่างเดียว เดิมให้ซื้อสินค้าที่ร้านค้าธงฟ้า 83,000 ร้านค้าทั่วประเทศ วันนี้ได้มีการปลดล็อคไปแล้ว ซื้อจากร้านค้าอื่นๆ ได้ ไปขึ้นทะเบียนก็แล้วกัน แต่ที่ผ่านมาไม่ยอมขึ้นทะเบียน จะให้ทำยังไง ท่านต้องช่วยผม ไม่ได้มาตีผมแบบนี้ หากท่านเป็นรัฐบาล ท่านก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึง การลดภาษีรายได้บุคคลธรรมดา บอกภาษีน้อย บอกจะขึ้นภาษีพูดเรื่องนี้ไม่ได้เลย แล้วท่านบอกจะขึ้นยังไง เอาไว้ท่านเป็นรัฐบาลท่านลองขึ้นดูแระกัน

ส่วนเรื่องแจกเงินเกษตรกรผ่าน ธกส. วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แสนล้านล้าน อยากให้ดูรายละเอียดว่าใช้เงินจากตรงไหน ต้องกู้เงินจากกิจกรรมต่างๆ ใช้ไหม ถ้าไม่กู้ก็ไม่ต้องใช้เงิน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังยืนยันว่าเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น รัฐบาลเราพยายามทำดีที่สุด งบประมาณที่รัฐบาลได้มากขึ้นทุกปี ไม่ได้ลดลง

อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของไทย หากไม่เชื่อมันกันเองแล้วใครจะเชื่อ แล้วก็อ้างว่ารัฐบาลเอาตัวเลขมาจากไหน หากไม่ใช้หลักการบริหารแบบนี้มันสะเปะสะปะทำอะไรก็ไม่ได้ จัดสรรงบฯ ไม่ได้

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวอย่างมีอารมณ์ขันระหว่างอภิปราย หลังจากพูดรัวๆ ต่อเนื่อง พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า

ขอโทษที่พูดเร็ว เพราะเวลามีจำกัด ยืนยันไม่โมโหใครเลย นั่งยิ้มมาตั้งแต่เช้า และไม่ได้ชี้หน้าใคร

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ใช้เวลาตอบเรื่องงบประมาณ เพียง 20 นาที โดยไม่ตอบปมถวายสัตย์ฯ และเดินทางกลับทันที ในเวลา 15.35 น.

จากนั้น เวลา15.40 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่า ถ้าผมได้นั่งหลังบัลลังก์ของนายกรัฐมนตรี จะบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า อย่าเขียนแบบนี้ให้ท่านอ่าน หลายตัวไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการพูดตัวเลขการเงินการคลัง แต่มานั่งตอบตัวเลขทางเศรษฐกิจ จะทำให้มีปัญหา ควรให้ฝ่ายเศรษฐกิจมาตอบเรื่องนี้แทน

ตัวเลขการลงทุนภายในประเทศในช่วงรัฐบาล คสช.ลดลง เรียกว่าสาละวันเตี้ยลง ช่วงปี 57 งบรายจ่าย 2.5 ล้านล้านบาท กู้ชดเชย 2.5 แสนล้านบาท ปี 60 งบประมาณ 2.92 ล้านล้านบาท กู้เพิ่ม 5.5 แสนล้านล้านบาท ถ้ามีเงินในกระเป๋าคงไม่ต้องไปกู้เงิน

นายจิรายุกล่าวด้วยว่า ครม.ต้องชี้แจงที่มาของการใช้งบประมาณ เป็นไปไม่ได้ที่ไม่ชี้แจง เพราะเงินที่นำมาใช้เป็นเงินภาษีของประชาชน ไม่ใช่ไปขุดหลังบ้านแล้วเจอบ่อน้ำมัน รัฐบาลชุดนี้กู้เงินงบประมาณมากที่สุด เพราะใช้เฮลิคอปเตอร์มันนี่ โปรยเงินแจกเงิน

จากนั้น เวลา 16.02 น. นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นอภิปรายว่า นายกรัฐมนตรีอย่าหนีสภาเลย เพราะเรื่องที่อภิปรายวันนี้มีความสำคัญ หากหนีสภาเรื่อยๆ จะไม่ส่งผลดีกับนายกฯ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ

การถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ เป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีการทำรัฐประหารอีกหรือไม่ หากในอนาคตเกิดรัฐประหาร สังคมคงไม่แปลกใจและคงไม่มีใครยินดี เพราะภายใต้ 5 ปีหลังรัฐประหารไม่มีอะไรดี

นายรังสิมันต์กล่าวว่า รัฐบาลร่างรัฐธรรมนูญปี 60 ขึ้นมา แต่กลับทำผิดรัฐธรรมนูญ ถ้าแก้ไขได้อยากให้แก้ไข แต่เสียดายที่มันช้าไปแล้ว ยืนยันไม่คิดล้มล้างรัฐบาล แต่รัฐบาลเชื่อมั่นในรัฐธรรมนูญในการสืบทอดอำนาจ ทำผิดกี่ครั้งไม่เคยแก้ไข

“พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ และการลาออกเป็นสิ่งที่ต้องการ ฝากไปยังนายกรัฐมนตรี” นายรังสิมันต์กล่าว

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน