แพทย์เตือนปวดส้นเท้าบ่อยเสี่ยงเป็น "โรครองช้ำ"

แพทย์เตือนปวดส้นเท้าบ่อยเสี่ยงเป็น "โรครองช้ำ"

แพทย์เตือนปวดส้นเท้าบ่อยเสี่ยงเป็น "โรครองช้ำ"

รูปข่าว : แพทย์เตือนปวดส้นเท้าบ่อยเสี่ยงเป็น "โรครองช้ำ"

กรมการแพทย์เตือนหากมีอาการปวดและเจ็บบริเวณส้นเท้าบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อลุกขึ้นเดิน 2-3 ก้าวแรกหลังตื่นนอนตอนเช้า อาจเสี่ยงเป็น "โรครองช้ำ" ชี้พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป

นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรครองช้ำ หรือโรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากไขมันส้นเท้าจะบางกว่า นอกจากนี้ เอ็น กล้ามเนื้อน่อง และฝ่าเท้าจะไม่แข็งแรงเท่าผู้ชาย โดยนักวิ่งที่ต้องใช้เท้าและส้นเท้าเป็นเวลานาน และคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะที่มีน้ำหนักมาก ต้องยืนนาน เดินนาน ซึ่งจะมีอาการปวดและกดเจ็บบริเวณส้นเท้า

ระยะแรกอาจเกิดหลังการออกกำลังกาย เดิน หรือยืนเป็นเวลานาน แต่เมื่ออาการมากขึ้นจะรู้สึกปวดส้นเท้าตลอดเวลา ทั้งนี้อาการจะชัดเจนเมื่อลุกขึ้นเดิน 2-3 ก้าวแรกหลังจากตื่นนอนในตอนเช้า หรือหลังจากนั่งพักขาเป็นเวลานาน จะรู้สึกเจ็บบริเวณส้นเท้า เนื่องจากการกระชากของเอ็นฝ่าเท้าที่อักเสบอย่างทันทีทันใด

นพ.สมพงษ์ ตันจริยภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงของโรครองช้ำเกิดจากการใช้งานฝ่าเท้ามากเกินไป เช่น การฝึกวิ่งที่หักโหม วิ่งในระยะทางที่ไกลเกินไป การสวมรองเท้าที่ไม่มีพื้นบุรองส้นเท้า หรือบางเกินไป หรือสวมรองเท้าไม่เหมาะกับรูปเท้า คนที่มีน้ำหนักตัวมาก คนที่มีลักษณะเท้าแบน อุ้งเท้าสูง รวมถึงผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือข้อสันหลังอักเสบ

 

โรครองช้ำ สามารถดูแลด้วยตนเองได้ในเบื้องต้น โดยการยืดพังผืดฝ่าเท้าสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น สำหรับคนที่พังผืดตึงมากควรแช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนทำการยืดประมาณ 15-20 นาที จะช่วยลดอาการเจ็บขณะบริหาร นอกจากนี้ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดทับบริเวณที่อักเสบ ลดน้ำหนักโดยการออกกำลังกายที่ไม่มีการกระแทกบริเวณส้นเท้า เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ถ้าผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ ซึ่งปัจจุบันสามารถรักษาโดยฉีดสเตียรอยด์เฉพาะที่ลดการอักเสบ รักษาด้วยคลื่นกระแทกบริเวณที่ปวดโดยตรง และการผ่าตัด ซึ่งจะใช้วิธีนี้ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล

 

กลับขึ้นด้านบน