ร้องตำรวจยิงผิดตัว สาว18 เกือบเสียขา

ร้องตำรวจยิงผิดตัว สาว18 เกือบเสียขา

ร้องตำรวจยิงผิดตัว สาว18 เกือบเสียขา

รูปข่าว : ร้องตำรวจยิงผิดตัว สาว18 เกือบเสียขา

ครอบครัวสาว 18 ในจังหวัดกาญจนบุรี ร้องตำรวจใช้อาวุธสงครามยิง เกือบเสียขา เหตุตามจับผู้ต้องหาคดียาเสพติด

วันนี้(3 ต.ค.62) ที่ รพ.พหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี นางฉัตรสุวรรณ ดวงใจภักดี พร้อมอดีตสามีและลูกชาย เข้ารับฟังคำชี้แจงอาการของบุตรสาว อายุ 18 ปี  หลังถูกตำรวจในชุดปฏิบัติการร่วมปราบปรามยาเสพติด ยิงขาซ้าย ด้วยอาวุธสงคราม เหตุเข้าใจว่า เป็นผู้ค้ายาเสพติด เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา

นพ.เสรี อุ่นอร่ามวัฒน์ ศัลยแพทย์ด้านกระดูก เปิดเผยว่า หลังรับตัวคนไข้ เมื่อค่ำวันที่ 24 ส.ค. ผู้ป่วยถูกยิงที่ขาซ้ายลึกถึงกระดูกและมีเลือดออกมาก กระดิกข้อเท้าไม่ได้ และมีปัญหาเรื่องเส้นเลือดร่วมด้วย เมื่อทำการผ่าตัดพบกระดูกแหลก ต้องใส่เหล็กยึด แต่ด้วยปัญหาเรื่องเส้นเลือด จึงส่งตัวผู้ป่วยให้แพทย์เฉพาะทางด้านเส้นเลือด โรงพยาบาลศิริราช

กระทั่ง 29 ส.ค. ผู้ป่วยกลับมารักษาบาดแผล ผ่าตัด และรับยาปฏิชีวนะ ต่อ ที่โรงพยาบาล พหลพลพยุหเสนา ซึ่งแพทย์รักษาผ่าตัด ตกแต่งบาดแผล ตัดปะผิวหนัง ไปแล้ว รวม 3 ครั้ง

 

ขณะนี้ผู้ป่วย ยังมีแผลที่ขาซ้าย มีเหล็กยึดตรึงกระดูก ปวดแผลและปวดขาเป็นระยะ แพทย์จำเป็นต้องให้มอร์ฟีน วันละ 6 เข็ม แต่ขณะนี้ได้ปรึกษาแพทย์จิตเวช เพื่อปรับยา

นพ.เสรี ประเมินอาการด้วยว่า ขณะนี่ยังต้องประเมินการผสานของกระดูกขา ซึ่งคาดว่า อาจใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ด้วยช่วงวัยอายุของผู้ป่วย ยังเด็ก มีส่วนให้การผสานเกิดขึ้นได้เร็วกว่าคนสูงวัย   ในเบื้องต้น ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องเส้นเลือดและกระดูกข้อเท้าแต่แรก ซึ่งจะทำให้มีปัญหาในการเดิน จะต้องใช้เครื่องพยุงเดิน และ ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกาย ประมาณ 2 ปี อย่างน้อย ขณะที่เดียวกันผู้ป่วยมีอาการหลับเพ้อ ฝันร้าย วิตกกังวล เรื่องขาอย่างมาก ซึ่งมีแพทย์จิตเวชเข้ามาช่วยดูแลสภาพจิตใจร่วมด้วย 

ด้านแพทย์หญิงสุขุมาลย์ เล็กมีชัย จิตแพทย์ เปิดเผยว่า ผู้ป่วยกังวลเรื่องขาและการเดินในอนาคตอย่างมาก และเป็นภาวะที่เกิดเรื่องรุนแรงสะเทือนจิตใจ ทำให้ผู้ป่วยหลับไม่สนิท หลับเพ้อ มีภาวะทางอารมณ์หงุดหงิดง่าย แพทย์ได้ทำการรักษาตามอาการ เน้นการพูดคุย ทำความเข้าใจ ผู้ป่วย และปรับลดยามอร์ฟีนแก้ปวดลง ระยะหลังมานี้ผู้ป่วยมีความเข้าใจ รับฟัง มากขึ้น
โดยทั่วไป ผู้ป่วยในวัยนี้จะกังวลมาก กับสภาพร่างกายที่เสียหายไป และยังบอกไม่ได้ว่า ผู้ป่วยจะต้องรับการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับอาการและสภาพแวดล้อมด้วย บางคนต้องรักษาใจกันตลอดชีวิตก็มี

ด้านครอบครัวหลังรับฟังคำชี้แจงอาการจากคณะแพทย์แล้ว จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี ในช่วงบ่ายวันนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ยิงบุตรสาว พยายามบ่ายเบี่ยงการชดใช้ค่าเสียหาย อีกทั้งยังได้นัดครอบครัวไปพูดคุยให้ยอมความ ไม่เอาผิด แม้จะเอ่ยปากให้เรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเรียกไป 3 ล้านบาท ซึ่งรวมค่ารักษาพยาบาล ค่าดูแล เยียวยา ค่าเสียโอกาส ซึ่งทั้งแม่และพี่ชายต้องออกจากงานประจำมาดูแลลูกสาว ตั้งแต่เกิดเหตุ และลูกสาวก็ไม่สามารถมาทำงานหรือใช้ชีวิตปกติได้อีก ทางเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กลับให้ มา 30,000 บาท พร้อม ส่งกระเช้า เยี่ยมไข้ มาให้เท่านั้น จนปัจจุบัน ก็บ่ายเบี่ยง ที่จะเจรจาค่าเสียหาย ที่เกิดขึ้น ครอบครัวจึงจำเป็นต้องแจ้งความเพื่อรร้องขอความเป็นธรรม

สำหรับเหตุการณ์นี้ ผู้บาดเจ็บ บอกเล่าให้มารดา ฟังว่า ช่วงหัวค่ำวันที่ 24 ส.ค. ได้นั่งรถยนต์ออกไปกับแฟนหนุ่ม ซึ่งรู้จักกันมาได้ประมาณ 1 เดือน  โดยระหว่างทางกลับห้องผู้บาดเจ็บ แฟนหนุ่มขอแวะหาเพื่อน ในซอยบ้านสวนฝน แต่เมื่อเข้าไปในซอยแฟนหนุ่มเปลี่ยนใจบอกว่า จะไปส่งห้องพักก่อน แล้วค่อยมาทีหลัง ซึ่งในขณะกลับรถ ได้มีรถกระบะสีดำ ขับตามมาประกบฝั่งซ้ายและยิงใส่รถ บริเวณประตูที่นั่งด้านหน้า ข้างคนขับ จากนั้นแฟนบุตรสาว จึงขับรถหลบหนี เข้าไปในหมู่บ้านใกล้เคียง และ หลบหนีไป โดยบอกกับลูกสาว ว่า ให้รอในรถ จะแจ้งขอความช่วยเหลือให้  ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย และส่วนตัวครอบครัวไม่รู้จักแฟนหนุ่มของลูกสาว เนื่องจาก พึ่งรู้จักกันไม่นาน

 

ส่วนการตรวจค้นรถยนต์ ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายรวมถึงไม่พบยาเสพติด ส่วนขุดปฏิบัติการร่วมปราบปรามยาเสพติดชุดนี้ ครอบครัวระบุว่า มีทั้งทหาร ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมด้วย ซึ่งคนยิง เป็นตำรวจตระเวนชายแดน ยศสิบตำรวจโท

 

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน