เกษตรกรผู้ปลูกยาเส้น ปักหลักชุมนุมหน้าศาลากลาง จ.เพชรบูรณ์ รอคำตอบ

เกษตรกรผู้ปลูกยาเส้น ปักหลักชุมนุมหน้าศาลากลาง จ.เพชรบูรณ์ รอคำตอบ

เกษตรกรผู้ปลูกยาเส้น ปักหลักชุมนุมหน้าศาลากลาง จ.เพชรบูรณ์ รอคำตอบ

รูปข่าว : เกษตรกรผู้ปลูกยาเส้น ปักหลักชุมนุมหน้าศาลากลาง จ.เพชรบูรณ์ รอคำตอบ

เกษตรกรผู้ปลูกยาเส้นจาก อ.หล่มสัก และ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รวมทั้งตัวแทนผู้ปลูกยาเส้นจากจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ กว่า 3,000 คน เดินทางมาปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อมารับคำตอบข้อเรียกร้องที่ยื่นไปให้กับกรมสรรพสามิตและรัฐบา

วันนี้ ( 7 ต.ค.62) การชุมนุมเรียกร้องปิดถนนที่บริเวณสี่แยกพ่อขุนผาเมือง เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา จากนั้นได้ให้ตัวแทนเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ขึ้นไปหารือกับคณะผู้เกี่ยวข้องที่ห้องประชุมชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วย ดร.ธิบดี วัฒนกุล รองอธิบดีกรมสรรพสามิต นางศศิโสภา เกียรติวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานและพัฒนาการจัดเก็บภาษี 1 และว่าที่ร้อยตรีประยุทธิ์ เสตถาภิรมย์ ในส่วนของตัวแทนเกษตรกรประกอบด้วย นายยุพราช บัวอินทร์ นายธนกฤต วลโภคาศัย นางสันทนา กันหาเวียง โดยมีนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผวจ.เพชรบูรณ์ และนายสาคร รุ่งเรือง รอง ผวจ.เพชรบูรณ์ ร่วมประชุมหารือด้วย

 

 

ซึ่งมีการหารือประเด็นต่างๆ กว่า 4 ชั่วโมง ในที่สุดได้ข้อสรุปจัดทำหนังสือเรียกร้องแก้กฎกระทรวง กำหนดพิกัดอัตราภาษี จำนวน 4 ฉบับ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพสามิต โดยมีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียวคือ แก้ไขลดอัตราภาษียาเส้น จากเดิม 0.10 บาทต่อกรัม เป็น 0.025 บาทต่อกรัม และหากจะมีการปรับขึ้นภาษีในอนาคตขอให้แจ้งก่อนล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป

 

 

ทั้งนี้นายยุพราช บัวอินทร์ กล่าวว่า จากการที่ผู้ประกอบการรับซื้อยาเส้นจากเกษตรกรถุง 10 กิโลกรัมในราคาถุงละ 1,000 บาท ต้องเสียภาษีเพียง 58.75 บาท เมื่อรัฐบาลขึ้นภาษีในครั้งนี้จะต้องเสียภาษีถึง 1,175 บาท ทำให้ผู้ประกอบการหยุดรับซื้อยาเส้น ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ต้องรับภาระขาดทุนทั้งหมด ไม่มีเงินไปใช้หนี้ รวมทั้งไม่มีเงินที่จะนำไปใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน ค่ากินค่าใช้ในชีวิตประจำวัน

 

 

อีกทั้งให้รับซื้อได้เพียงไม่เกิน 12,000 กิโลกรัมต่อราย ซึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์มีผู้ประกอบการรับซื้อยาเส้นจากเกษตรกรประมาณ 30 ราย หากรับซื้อรายละไม่เกิน 12,000 กิโลกรัม จะสามารถรับซื้อได้ไม่เกิน 400,000 กิโลกรัม ในขณะที่ผลผลิตยาเส้นของเกษตรกรมีกว่าสิบล้านกิโลกรัม

 

 

ส่วนที่เหลือจะให้ทำอย่างไร ดังนั้นชาวเกษตรกรจึงเรียกร้องไปยังรัฐบาล โดยข้อเรียกร้องที่ได้มีการหารือแล้วมีเพียงข้อเดียวคือ แก้ไขลดอัตราภาษียาเส้นในอัตราถุง(10 กก.)ละ 250 บาท อัตราเดียว และไม่จำกัดปริมาณการรับซื้อ และหากจะมีการปรับขึ้นภาษีในอนาคตขอให้แจ้งก่อนล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากทำหนังสือเรียกร้องแล้วโดยให้ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด จากกรมสรรพสามิต และตัวแทนเกษตรกร รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงลายมือชื่อ จากนั้นได้แฟกซ์หนังสือเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพสามิต โดยให้รองอธิบดีกรมสรรพกรถือหนังสือไปส่งด้วยตนเองอีกครั้ง

 

แต่ทั้งนี้เกษตรกรผู้ชุมนุมต้องการที่จะได้ยินคำยืนยันจากผู้บริหารที่สูงกว่าอธิบดีกรมสรรพสามิต เนื่องจากผู้ชุมนุมไม่มีความเชื่อมั่นในตัวของอธิบดีกรมสรรพสามิต เพื่อให้คำยืนยันว่า จะนำข้อเรียกร้องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หากยังไม่ได้รับการยืนยันจากผู้บริหารระดับรัฐมนตรีภายใน 6 โมงเย็นวันนี้ เกษตรกรก็จะจุดไฟเผาหุ่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพสามิต พร้อมทั้งปักหลักนอนชุมนุมอยู่ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อรอคำตอบที่ชัดเจนต่อไป

 

 

สำหรับ จ.เพชรบูรณ์ มีเกษตรกรผู้ปลูกยาเส้นประมาณ 5 พันราย โดยมีพื้นที่เพาะปลูกยาเส้น จำนวนกว่า 3 หมื่นไร่ ได้ผลผลิตประมาณปีละกว่า 10 ล้านกิโลกรัม สามารถสร้างรายได้ให้ จ.เพชรบูรณ์ กว่า 1 พันล้านบาท

กลับขึ้นด้านบน