อดีตผู้ว่าฯ ทำเกษตร 400 ไร่ ไร้สารเคมีกว่า 20 ปี

อดีตผู้ว่าฯ ทำเกษตร 400 ไร่ ไร้สารเคมีกว่า 20 ปี

อดีตผู้ว่าฯ ทำเกษตร 400 ไร่ ไร้สารเคมีกว่า 20 ปี

รูปข่าว : อดีตผู้ว่าฯ ทำเกษตร 400 ไร่ ไร้สารเคมีกว่า 20 ปี

อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ใช้วิถีธรรมชาติทำการเกษตรแปลงใหญ่กว่า 400 ไร่ ในพื้นที่ จ.สระบุรี พร้อมแนะเกษตรกรไทยปรับตัว อย่าจมกับการใช้สารพิษเคมีทำเกษตร

นายศักดิ์ สมบุญโต เกษตรกร จ.สระบุรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี บอกเล่าให้ทีมข่าวไทยพีบีเอสฟังเกี่ยวกับวิถีการไม่ใช้สารเคมีในทำการเกษตรมานานกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งสภาพแปลงเกษตรปัจจุบันอยู่ระหว่างการปลูกข้าวโพด และถั่วฝักยาว รวมพื้นที่ 400 ไร่ โดยส่งไปจำหน่ายตามตลาดต่างๆ รวมถึงกรุงเทพฯ

 

นายศักดิ์ เล่าว่า เมื่อเริ่มต้นทำเกษตรก็ใช้ชีวิตเหมือนกับเกษตรกรคนอื่น ๆ ที่ใช้สารเคมีตั้งแต่ 30 ปีก่อน แต่เมื่อทำได้สักระยะ พร้อมๆ กับการเรียนรู้ศึกษาการทำเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีด้วย จนเกิดองค์ความรู้และปรับเปลี่ยนวิถีไม่ใช้สารเคมีในการทำแปลงเกษตรมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัยเป็นปลัดอำเภอจนถึงปัจจุบัน

เมื่อครั้งยังใช้สารเคมี ผมก็ยังใช้ในจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นผู้ซื้อรายใหญ่เลย แต่หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เรียนรู้และศึกษาพบว่าต่างประเทศเขาไม่ใช้สารเคมีกัน เราจึงมาคิดค้นวิธีการปรับให้เหมาะสมกับสภาพบ้านเรา

 

นายศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เกษตรกรจำนวนมากยังเข้าใจผิดเรื่องหญ้า เพราะจริงๆ แล้วการปลูกผลผลิตทางการเกษตรก็ต้องปล่อยให้มีหญ้าเกิดขึ้นบ้าง ในการปลูกพืชทุกชนิด ไม่ใช่ไปกำจัดให้ไม่มีหญ้าหรือวัชพืชเลย เพราะหญ้าเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ การทำให้หญ้าหมดสิ้นไปเลย ไม่ใช่แนวทางของการทำการเกษตรที่ถูกหลัก แต่ทำอย่างไรจึงจะจัดการหญ้าให้เหมาะสมกับพืชหลัก หรือพืชประทาน ซึ่งการจัดการก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การเพาะกล้าก่อนล่วงหน้าในการเพาะปลูก หรือทำพืชประทานให้สูงกว่าหญ้า

ส่วนเรื่องสารเคมีในการป้องกันและกำจัดแมลงในปัจจุบันของเกษตรกรส่วนใหญ่นั้น นายศักดิ์แนะนำให้ใช้พืชสมุนไพรและชีววิธี โดยไม่พึ่งพาสารเคมี ซึ่งส่วนตัวไม่ได้ใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงและวัชพืชมากว่า 20 กว่าปีแล้ว เพราะได้ศึกษาความรู้ด้านการใช้สมุนไพร ใช้เชื้อจุลรินทรีย์ในการกำจัดได้ 

 

 

ประเด็นที่เกษตรกรหลายคนยืนยันว่า การทำแปลงเกษตรขนาดใหญ่ต้องใช้สารเคมี จะไม่ใช้ไม่ได้เลย นายศักดิ์ กล่าวว่า เขาทำแปลงนาปลอดสารขนาด 400 ไร่มานานกว่า 20 ปีแล้ว และอยู่ได้จนทุกวันนี้ โดยเห็นว่าเรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงด้วย พร้อมเชิญชวนให้เดินทางมาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ 

การใช้สารเคมีฉีด และการใช้สมุนไพร (ชีววิธี) เปอร์เซนต์การฉีดมีความสำเร็จพอ ๆ กัน แต่หากพูดถึงการตกค้าง การใช้สารเคมีจะตกค้างมากกว่า สังเกตเห็นชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ในอดีตสมัยยังใช้สารเคมีเมื่อ 30 ปีก่อน คนงานที่สวนจะลาออกกันบ่อยจากปัญหาสุขภาพ แต่ระยะหลังพอปรับเปลี่ยนมาไม่ใช้สารเคมีแล้วใช้สะเดาฉีด หรือบอระเพ็ด หรือแบคทีเรียฉีดแทน คนงานก็ไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพและอยู่กับนายศักดิ์ได้นานขึ้น ส่วนการรดน้ำ หรือพ่นพืชขณะนี้ ใช้ขี้ไก่หมักกับเปลือกกล้วย และสูตรอื่น ๆ มาช่วยเป็นสารบำรุงต้นข้าวโพด เป็นสูตรที่ปลอดภัย โดยขี้ไก่ซื้อมาตันละ 3,000 บาท ซื้อมาครั้งเดียวใช้ได้หลายเดือน รวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งภาพรวมช่วยลดการลงทุน และถูกกว่าการใช้สารเคมี หรือปุ๋ยเคมีบำรุง 

 

 

เหตุผลหลักที่ทำให้นายศักดิ์ หันหลังให้กับสารเคมีแล้วหันมาใช้วิธีธรรมชาติ หรือชีววิถีแทนนั้น เกิดจากการเรียนรู้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงได้เดินทางไปดูบทเรียนตามสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงต่างประเทศ และเห็นว่าต่างประเทศที่เคยใช้สารเคมีนั้นมีปัญหามาก่อนบ้านเรา ก็เลยจดจำวิธีการแก้ปัญหาของเขามาปรับใช้ ซึ่งเกษตรกรอาจจะเคยชินกับสารเคมีมานานกว่า 50 ปีแล้ว และไม่ทราบว่ามีอันตราย แต่การศึกษามานานทำให้ทราบว่า การใช้สารเคมีทำเกษตรมีอันตราย

 

 

ทั้งนี้ มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่แบน 3 สารเคมี เห็นว่า เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรไทยและจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านในรอบ 50 ปี ที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรด้วยสารเคมี ไปสู่การทำเกษตรที่ลด หรือเลิกการใช้สารเคมี มันเป็นศักราชใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีเกษตรไปในทิศทางที่ดีขึ้นแข็งแรงขึ้น และทิศทางของโลกก็เปลี่ยนไปสู่วีถีแบบนี้มากขึ้น ซึ่งหากประเทศไทยยังใช้สารเคมีอยู่ ไทยก็จะอยู่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ อ้อย ปาล์ม มันสำปะหลัง หรืออื่น ๆ หากมีการใช้สารเคมีจำนวนมากและถูกตรวจสอบ จะไม่ผ่านมาตรฐานได้เช่นกัน ส่วนการหยุดใช้สารเคมี ต้องค่อย ๆ ปรับสภาพทั้งพื้นดินที่เพาะปลูก ซึ่งองค์ความรู้ในปัจจุบันมีมากพอแล้ว ที่จะทดแทนวิธีการที่ไม่ใช้สารเคมี ซึ่งรัฐต้องสนับสนุนให้ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยได้ศึกษา และสนับสนุนให้เกษตรกรได้นำไปใช้ได้จริง

 

 

กลับขึ้นด้านบน