คมนาคมเร่งถกอัยการสูงสุดกรณีรถไฟไทย-จีน

คมนาคมเร่งถกอัยการสูงสุดกรณีรถไฟไทย-จีน

คมนาคมเร่งถกอัยการสูงสุดกรณีรถไฟไทย-จีน

รูปข่าว : คมนาคมเร่งถกอัยการสูงสุดกรณีรถไฟไทย-จีน

“คมนาคม” เตรียมหารืออัยการสูงสุดกรณีรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 2.3 หลังจีนเสนอไทยจ่ายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เร่งสรุปก่อนหารือกับจีน 5 พ.ย.นี้

วันนี้ (31 ต.ค.2562) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.กระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงความร่วมมือไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. ในส่วนของสัญญา 2.3 (งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและฝึกอบรมบุคลากร) ว่า ขณะนี้มีประเด็นที่จะต้องเจรจาเพิ่มเติม เนื่องจากจีนต้องการให้ไทยชำระเงินเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยฝ่ายจีนระบุว่า มีความกังวลเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน จากเดิมที่มีการเจรจาก่อนหน้านี้ว่าจะมีการชำระเป็นสกุลบาท โดยในขณะนี้ กระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางราง ได้ทำเรื่องหารือไปที่อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายว่าสามารถดำเนินการได้อย่างไรบ้าง พร้อมทั้งหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยถึงรูปแบบในการดำเนินการ ก่อนสรุปรายละเอียดให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับนายหลี เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ในวันที่ 5 พ.ย. 2562

ได้ทำความเห็นไปว่า การที่เราชำระเงินบาทไป จะเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศอย่างไร ส่วนกระทรวงการคลัง บอกว่าสามารถใช้การซื้ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าได้ ซึ่งจริงๆ ธนาคารในประเทศไทยก็ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ต้องอธิบายให้รับทราบเพราะข้อมูลบ้างครั้งอาจไม่สมบูรณ์ เขาอาจจะไม่ทราบว่ากระบวนการแบบนี้ในประเทศไทยทำยังไง มองว่าเรื่องพวกนี้ต้องทำความเข้าใจ แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้กฏหมายที่ทำได้

สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นโครงการรัฐต่อรัฐ จึงต้องไปดูว่าอำนาจหน้าที่กำหนดไว้อย่างไร ทั้งนี้ ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ช้า และดำเนินการถูกต้องตามกระบวนการ

ส่วนเรื่องดอกเบี้ย ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะจะต้องมีการเปรียบเทียบผลได้ ผลเสีย อย่างไรก็ตาม หลังจากได้ข้อสรุปแล้วจะมีการนำเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

สำหรับความคืบหน้ากรณีโฮปเวลล์ นายศักดิ์สยาม ยังกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานจากนายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิณ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในฐานะประธานคณะทำงานที่ได้ไปเจรจาร่วมกับเอกชนว่าเรื่องดังกล่าว จะต้องพิจารณาหารือถึงข้อมูลหลักฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ หลังจากมีข้อสงสัยต่างๆ จึงต้องดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายและเป็นภาระกับกระทรวงคมนาคม ประเทศชาติ และประชาชนด้วย

ขณะเดียวกัน ในส่วนคำสั่งของศาลที่ได้ตัดสินไปแล้ว โดยมีกำหนดให้จ่ายค่าชดเชยมูลค่า 11,888.75 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ตามคำสั่งศาล หรือประมาณ 25,000 ล้านบาท ที่ได้ครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ไปยื่นหนังสือต่อกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอชะลอการบังคดีออกไปก่อน ในระหว่างนี้ จึงเดินหน้าดำเนินการตามกระบวนการเจรจาและพิจารณาข้อมูลต่อไป

กลับขึ้นด้านบน