ศธ.นำร่องโรงเรียน 2 ภาษากว่า 2,00 แห่ง มุ่งวางรากฐาน-พัฒนาเด็กไทย

ศธ.นำร่องโรงเรียน 2 ภาษากว่า 2,00 แห่ง มุ่งวางรากฐาน-พัฒนาเด็กไทย

ศธ.นำร่องโรงเรียน 2 ภาษากว่า 2,00 แห่ง มุ่งวางรากฐาน-พัฒนาเด็กไทย

รูปข่าว : ศธ.นำร่องโรงเรียน 2 ภาษากว่า 2,00 แห่ง มุ่งวางรากฐาน-พัฒนาเด็กไทย

รมว.ศึกษาธิการ เตรียมนำร่องโรงเรียน 2 ภาษากว่า 2,000 แห่ง เริ่มปี 63 ตั้งแต่ชั้นปฐมวัย

วันนี้ (8 พ.ย.2562) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 โดยหลายประเทศได้พูดถึงประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพ รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ได้มีการพูดถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย ขณะเดียวกันก็มีหลายประเทศ ที่ได้พูดถึงปัญหาที่ประเทศไทย จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เช่น เรื่องการจัดการศึกษาที่ยังต้องปรับปรุง เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็ตรงกับแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการ ที่กำลังดำเนินการพัฒนาเรื่องดังกล่าวอยู่

กระทรวงศึกษาธิการ คาดหวังในการวางรากฐานด้านการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้ เพราะในอนาคตประเทศจะต้องเตรียมตัวเรื่องการลงทุนที่จะมีเพิ่มมากขึ้นจากการเปิดประเทศ ดังนั้นคนของเราก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งทักษะอาชีพ และทักษะด้านภาษา

สำหรับการพัฒนาทักษะด้านภาษานั้น รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ระบุ ตั้งใจว่าในระยะเวลาสั้น โรงเรียนประจำอำเภอจะต้องสอน 2 ภาษา ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลายโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนในลักษณะนี้ แต่อาจจะยังขาดความเข้มข้น ไม่สามารถเห็นผลเชิงประจักษ์ได้ หากมีการจัดสรรงบประมาณลงทุนไปในส่วนของการสอนภาษาที่ 2 มากขึ้น จะส่งผลให้การวางฐานเรื่องทักษะภาษาของเราดีขึ้น ทั้งนี้เนื่องจาก งบฯของกระทรวงที่มีในปัจจุบัน ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้ในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ แต่จะพยายามที่จะขับเคลื่อนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

รมว.ศึกษาธิการ ย้ำว่า การขับเคลื่อนโครงการนี้ จะเริ่มที่กลุ่มโรงเรียนประจำอำเภอ ประมาณ 2,000 แห่ง ในปีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ก่อน ซึ่งจะจัดการเรียนการสอน 2 ภาษา ตั้งแต่ชั้นปฐมวัยเป็นต้นไป ส่วนการดำเนินงานในปีการศึกษา 2564 ได้เตรียมงบฯ เพื่อรองรับเรื่องนี้แล้ว

ส่วนอาชีวศึกษา ก็จำเป็นต้องพัฒนาทักษะอาชีพ และทักษะภาษาควบคู่กันไป ซึ่งเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะสรุปข้อมูลการจัดกลุ่มวิทยาลัยให้เข้ากับกลุ่มธุรกิจต่างๆ มาให้ตนเองดู เพื่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมที่มีคุณภาพในแต่ละสายงานให้เป็นหลัก ส่วนการจัดวิทยาลัยจะมองถึงบริบทในพื้นที่ด้วย เพราะต้องมีสถานที่ฝึกงานที่ใกล้เคียง ซึ่งจะเป็นการใช้งบฯที่ตรงกับความต้องการ และยังสามารถผลิตแรงงานได้อย่างมีคุณภาพ

จากข้อมูลดัชนีความสามารถภาษาอังกฤษคนไทยร่วงต่อเนื่อง 3 ปี โดยอยู่ในระดับต่ำมาก (Very Low Proficiency) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 74 ของโลก แม้ดีกว่ากัมพูชา และเมียนมา แต่ด้อยกว่า มาเลเซีย จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย หากเทียบเป็นรายภาคของประเทศไทย ภาคเหนือ และภาคกลาง จะมีความสามารถทางภาษาอังกฤษ สูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้เล็กน้อย ขณะที่กรุงเทพฯ มีความเชี่ยวชาญทักษะภาษาอังกฤษมากที่สุดของประเทศ รองลงมาคือ นนทบุรี เชียงใหม่ ชลบุรี และขอนแก่น 

กลับขึ้นด้านบน