"พีมูฟ" ชุมนุมหน้า ทส. เร่งรัดแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดิน

"พีมูฟ" ชุมนุมหน้า ทส. เร่งรัดแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดิน

"พีมูฟ" ชุมนุมหน้า ทส. เร่งรัดแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดิน

รูปข่าว : "พีมูฟ" ชุมนุมหน้า ทส. เร่งรัดแก้ปัญหาป่าไม้ที่ดิน

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ "พีมูฟ" นัดชุมนุมด่วนหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังการแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้ไม่คืบ แม้มีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ ตั้งแต่ ก.ย.2562 ด้านตัวแทน "กระทรวงทรัพยฯ" เปิดห้องเจรจา

วันนี้ (13 ม.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 9.30 น. ที่หน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เขตพญาไท กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ ชุมนุมติดตามการแก้ปัญหาเชิงนโยบายและแก้ปัญหารายกรณี หลังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ และอนุกรรมการแก้ไขปัญหาในส่วนของ ทส. เมื่อเดือนกันยายน 2562

   ข่าวที่เกี่ยวข้อง : "พีมูฟ" กลับบ้าน หลังนายกฯ ตั้ง "วิษณุ" นั่ง ปธ.คกก.แก้ปัญหาฯ

นายดิเรก กองเงิน ที่ปรึกษาพีมูฟ และประธานสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ ระบุ ปัญหาที่ต้องมีการเจรจาอย่างเร่งด่วน คือ การทบทวน พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ, พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 


รวมถึงปัญหาคดีความที่เกี่ยวข้องจำนวน 15 คดี และปัญหารายกรณี 66 กรณี เช่น กรณีพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตเตรียมประกาศหรือเตรียมผนวกเป็นป่าอนุรักษ์ เขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และพื้นที่ป่าชายเลน

หากแต่การดำเนินการที่ผ่านมา ไม่มีความคืบหน้า และไม่มีความชัดเจนในแนวทางการแก้ปัญหาตามที่ภาคประชาชนนำเสนอ เราจึงจำเป็นต้องติดตามการแก้ปัญหากับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงโดยตรง


จากนั้น เวลาประมาณ 11.00 น. นายนพดล พลเสน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทส. ได้รับมอบหมายเป็นตัวแทนเจรจากับตัวแทนกลุ่มพีมูฟ พร้อมเปิดห้องประชุมภายในกระทรวงฯ เพื่อเจรจาหารือถึงแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า และกรณีการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่กระทบกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง

 

แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

“พีมูฟชุมนุมติดตามนโยบายกระทรวงทรัพยฯ เร่งรัดแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายและรายกรณี”

นับจากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แก้ไขปัญหาตามข้อตกลงและกลไกที่เคยมีการแต่งตั้ง พร้อมทั้งได้ยื่นหนังสือและเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งระดับนโยบายและรายกรณี โดยเฉพาะปัญหาที่เป็นผลกระทบจากการใช้กฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ 3 ฉบับ และแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในพื้นที่ของ ขปส. ทั่วประเทศ หากแต่การดำเนินการที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า และไม่มีความชัดเจนในแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ภาคประชาชนนำเสนอ เราจึงจำเป็นต้องมาติดตามการแก้ไขปัญหากับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงโดยตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ ขปส. ได้นำเสนอปัญหาที่จะเจรจา โดยมีเนื้อเบื้องต้นดังนี้

  1. ปัญหาระดับนโยบาย 11 ข้อ โดยเฉพาะการทบทวน พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ, พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 และมติ ครม. 26 พฤศจิกายน 2561 ให้สอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรของชุมชน
  2. ปัญหาคดีความที่เกี่ยวข้องจำนวน 15 คดี 
  3. ปัญหารายกรณี 66 กรณี ได้แก่ กรณีพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ กรณีพื้นที่ที่อยู่ในเขตเตรียมประกาศหรือเตรียมผนวกเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และพื้นที่ป่าชายเลน

ขปส. เห็นว่า เพื่อให้การแก้ปัญหามีความชัดเจนและมีหลักประกันในการแก้ปัญหาทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ รวมทั้งคดี ซึ่งมีข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลตามที่ได้มีการเจรจาเมื่อวันที่ 9-11 กันยายน 2562 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้วนั้น ขปส. จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงมาเจรจาแก้ไขปัญหากับกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน

เราขอยืนยันว่า ปัญหาของประชาชนและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการจัดการทรัพยากรของรัฐ สามารถแก้ไขปัญหาได้ หากหน่วยงานของรัฐยึดเอาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก ปรับแก้ไขกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้อง รวมทั้งให้ความสำคัญกับชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ สิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน
เชื่อมั่นในพลังประชาชน


วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563
ณ หน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พญาไท กรุงเทพฯ

 

 

กลับขึ้นด้านบน