ตามคดีปลอมเอกสารเบิกเงินโครงการประชารัฐ จ.บึงกาฬ

ตามคดีปลอมเอกสารเบิกเงินโครงการประชารัฐ จ.บึงกาฬ

ตามคดีปลอมเอกสารเบิกเงินโครงการประชารัฐ จ.บึงกาฬ

รูปข่าว : ตามคดีปลอมเอกสารเบิกเงินโครงการประชารัฐ จ.บึงกาฬ

ชาวบ้านจาก ต.บึงกาฬ อำเภอบึงกาฬ รวมตัวกันที่หน้าศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ เพื่อทวงถามความคืบหน้าการสอบวินัยผู้ใหญ่บ้าน ที่ลูกบ้านอ้างว่ามีการปลอมลายมือชื่อชาวบ้านในเอกสารโครงการประชารัฐหลายโครงการ ผ่านมา 2 ปีไม่คืบหน้า

วันนี้ ( 14 ม.ค.2563) ชาวบ้านแสนประเสริฐ หมู่ 9 ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ รวมตัวกันที่หน้าศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ เพื่อทวงถามความคืบหน้าการสอบวินัยผู้ใหญ่บ้าน คือ นางศิริลักษณ์ พนมเริงศักดิ์ ที่ถูกลูกบ้านร้องเรียนตั้งข้อสังเกตว่าทุจริตปลอมลายมือชื่อชาวบ้านในเอกสารโครงการประชารัฐหลายโครงการ หลังร้องเรียนให้ทางจังหวัดและอำเภอตรวจสอบข้อเท็จจริงมานานกว่า 2 ปี แต่กลับยังไม่แล้วเสร็จ

 


ชาวบ้านให้ข้อมูลกับทีมข่าวรายการสถานีประชาชนว่า พวกเค้าถูกปลอมลายมือชื่อในเอกสารประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการประชารัฐของหมู่บ้านและปรากฎชื่อเป็นผู้รับเงินค่าแรงในโครงการ ทั้งที่ไม่ได้ร่วมประชุมหรือไปทำงานในโครงการแต่อย่างใด หลังพบความผิดปกติชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังอำเภอและจังหวัดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อประมาณปี 2560 แต่ไม่มีความคืบหน้า ชาวบ้านกว่า 30 คน จึงแจ้งความดำเนินคดีผู้ใหญ่บ้านและผู้เกี่ยวข้องที่ สภ.เมืองบึงกาฬ ในช่วงต้นปี 2561 ต่อมาผู้ใหญ่บ้านแจ้งความกลับ ดำเนินคดีชาวบ้านที่ร้องเรียนในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งคดีนี้คืบหน้ากว่าคดีแรก ปัจจุบันมีชาวบ้าน 2 คนตกเป็นผู้ต้องหา ถูกตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2563 ซึ่งนางตระกูล อิงสา หนึ่งในชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี แสดงความคิดเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

 


นายมาวิน วัฒนะ ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงว่า อำเภอเมืองได้ส่งสำนวนการสอบสวนมาแล้วและจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างให้โอกาสผู้ใหญ่บ้านชี้แจงข้อกล่าวหา แม้ปัจจุบันจะครบกำหนดในการชี้แจงแล้วแต่ตามสิทธิผู้ใหญ่บ้านสามารถขอขยายเวลาได้อีก 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดประมาณวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 จากนั้นคณะกรรมการจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน เพื่อสรุปข้อเท็จจริงเสนอผู้ว่าฯ พิจารณา ทั้งนี้ยังไม่แน่ชัดว่าจะผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่แต่ทางจังหวัดจะพยายามเร่งรัดดำเนินการให้ทราบผลโดยเร็ว

 


ขณะที่ พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ และ พ.ต.อ.ชนินทร์ จิตรแจ้ง ผู้กำกับการ สภ.เมืองบึงกาฬ ชี้แจงสาเหตุที่คดีของชาวบ้านเกิดความล่าช้าเพราะเป็นคดีที่เกี่ยวกับโครงการรัฐ จึงต้องส่งสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. พิจารณาว่าจะรับสำนวนไปสอบสวนหรือไม่ ซึ่ง ป.ป.ช. แจ้งผลสำนวนแรกกลับมาในเดือนพฤษภาคม 2562 ระบุว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. และให้ตำรวจท้องที่ดำเนินการตามกฎหมาย ตำรวจจึงส่งตัวอย่างลายมือชื่อชาวบ้านให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปตรวจเทียบซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบผล

อย่างไรก็ตามตำรวจได้ออกหมายเรียกผู้ใหญ่บ้านไปแล้ว 2 ครั้ง หมายเรียกครั้งที่ 2 กำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านมารับทราบข้อกล่าวหาในวันพรุ่งนี้(15 ม.ค. 63) เวลา 10.00 น. หากยังไม่มาหรือไม่มีเหตุผลอันควรให้เลื่อนนัด ตำรวจอาจจะออกหมายจับ ทั้งนี้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ กำชับรองผู้กำกับสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ ให้เร่งติดตามผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. ในอีก 2 สำนวนที่เหลือ และเร่งติดตามผลการตรวจเทียบลายนิ้วมือจากพิสูจน์หลักฐาน และให้แจ้งความคืบหน้าทางคดีให้ชาวบ้านทราบทุก 15 วัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน


ก่อนหน้านี้ ทีมข่าวไทยพีบีเอสสัมภาษณ์นางศิริลักษณ์ พนมเริงศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้าน และสามี คือ นายอัมพร พนมเริงศักดิ์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและประธานกองทุนหมู่บ้านแสนประเสริฐ ชี้แจงประเด็นการปลอมเอกสารว่าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือรายชื่อชาวบ้านที่เข้าประชุม ไม่ทราบว่าชาวบ้านเซ็นชื่อแทนกันหรือไม่ เพราะวางสมุดให้ชาวบ้านเซ็นชื่อกันเองโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล

ส่วนที่สอง คือ เอกสารการจ่ายค่าแรง ผู้ใหญ่บ้านยอมรับว่า คณะกรรมการโครงการได้ประชุมและมีมติกันภายใน ว่าจะจัดทำเอกสารเสมือนว่ามีการจ่ายค่าแรงให้ชาวบ้าน แต่ในความเป็นจริงได้โยกย้ายงบประมาณส่วนนี้ไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่ไม่เป็นไปตามที่เสนอโครงการในตอนแรก

ส่วนใบเสร็จค่าวัสดุอุปกรณ์หลายรายการ ที่ปรากฎเป็นหลักฐานว่าผู้ใหญ่บ้านซื้อวัสดุจากร้านค้าของตัวเอง ผู้ใหญ่บ้านชี้แจงว่า เป็นการซื้อวัสดุจากผู้ประกอบการรายอื่นที่ไม่ได้จดแจ้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ใหญ่บ้านจึงเสียสละออกใบเสร็จรับเงินและเสียภาษีแทนในนามกิจการของตนเอง

กลับขึ้นด้านบน