สธ.ให้องค์การเภสัช-อย. เร่งผลิต-จัดหาเพิ่ม “เจลล้างมือ-หน้ากากอนามัย”

สธ.ให้องค์การเภสัช-อย. เร่งผลิต-จัดหาเพิ่ม “เจลล้างมือ-หน้ากากอนามัย”

สธ.ให้องค์การเภสัช-อย. เร่งผลิต-จัดหาเพิ่ม “เจลล้างมือ-หน้ากากอนามัย”

รูปข่าว : สธ.ให้องค์การเภสัช-อย. เร่งผลิต-จัดหาเพิ่ม “เจลล้างมือ-หน้ากากอนามัย”

กระทรวงสาธารณสุข ให้องค์การเภสัชกรรม และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จัดหาหน้ากากอนามัยเพิ่มเติม เพิ่มกำลังผลิตแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ด้านกรมควบคุมโรคแนะนำหากยังไม่มีอาการป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ใช้หน้ากากอนามัยแบบผ้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้

วันนี้ (5 ก.พ.2563) นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้ประชาชนตื่นตัวในการใช้หน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมืออย่างมากนั้น นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้องค์การเภสัชกรรม เร่งกำลังการผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเพิ่มขึ้นและจัดหาหน้ากากอนามัยทางการแพทย์จากบริษัทผู้ผลิต กระจายลงไปในร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรมเพิ่ม

โดยหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้หน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นสินค้าควบคุมคาดว่าปัญหาจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โดยในวันพรุ่งนี้ (6ก.พ.) ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีกองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และองค์การเภสัชกรรม จะประชุมร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางป้องกันปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย ที่กระทรวงสาธารณสุข

รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า หน้ากากอนามัยแต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแตกต่างกัน หน้ากากอนามัยแบบผ้า เหมาะสำหรับคนปกติที่ยังไม่มีอาการป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ สวมเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งมีข้อดีคือ สามารถซักทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ซ้ำ ทำให้ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ส่วนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีอาการไอ จาม มีน้ำมูก เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น

ขณะที่หน้ากากอนามัยแบบ N 95 เหมาะสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากผู้ป่วย โดยหลังจากใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์แล้ว ต้องพับแล้วม้วนใส่ถุงที่ปิดสนิท ทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด ที่สำคัญต้องล้างมืออย่างถูกวิธีด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งหลังทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วจะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทั้งแบคทีเรียและไวรัส

นอกจากนี้ สธ. ยังได้จัดกิจกรรม Big Cleaning Week ในพื้นที่สาธารณะ และกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ เกี่ยวกับไวรัสโคโรนาตามหน่วยงานและแหล่งชุมชนต่างๆเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาด

 

กลับขึ้นด้านบน