อุทาหรณ์สร้างความวิตกไวรัสโคโรนา จนถูกนำตัวลงจากเครื่องบิน

อุทาหรณ์สร้างความวิตกไวรัสโคโรนา จนถูกนำตัวลงจากเครื่องบิน

อุทาหรณ์สร้างความวิตกไวรัสโคโรนา จนถูกนำตัวลงจากเครื่องบิน

รูปข่าว : อุทาหรณ์สร้างความวิตกไวรัสโคโรนา จนถูกนำตัวลงจากเครื่องบิน

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 สร้างความกังวลแก่ผู้เดินทางด้วยเครื่องบินทั่วโลก ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาจึงเห็นผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยตั้งแต่ในสนามบินและบนเครื่องบิน แต่หากสวมหน้ากากอนามัยผิดประเภทก็อาจนำถูกนำตัวลงจากเครื่องบินได้ดังเหตุการณ์นี้

 

https://twitter.com/ThePlatypusesTX/status/1223046145921908736)

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อว่า Joseph D S ได้โพสต์ภาพพร้อมระบุว่า เที่ยวบินที่ 2212 ที่มีกำหนดเดินทางจากมืองดัลลัส ไปยังเมืองฮูสตัน ของสหรัฐฯ ต้องล่าช้านับชั่วโมง เหตุเพียงเพราะสายการบินยอมให้ชายคนนี้ขึ้นเครื่อง พร้อมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ ซึ่งได้สร้างความความตื่นตระหนกแก่ผู้โดยสารคนอื่นๆ จนต้องแจ้งให้พนักงานเชิญชายคนดังกล่าวลงจากเครื่องไป

 

นาย Joseph Say ซึ่งเป็นผู้บันทึกภาพนี้ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า ขณะที่นั่งรอผู้โดยสารคนอื่นๆขึ้นเครื่อง เขาเงยหน้าไปเห็นชายคนนี้สวมหน้ากากกันก๊าซพิษ ทีแรกคิดว่าอาจเป็นการสวมหน้ากากเพื่อป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ขณะนี้เริ่มพบผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ แต่เมื่อสังเกตดีๆพบว่าที่หน้ากากไม่ได้มีมีแผ่นกรองใส่มาด้วย จึงคิดว่าค่อนข้างแปลก และเมื่อเดินผ่านไป เริ่มได้ยินผู้โดยสารคนอื่นๆพุดคุยกันและเกิดความกังวลว่าชายคนนี้อาจมีเหตุผลปิดบังอื่นๆในการใส่หน้ากากอำพรางใบหน้าไม่ จากนั้นมีผู้แจ้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งได้แจ้งเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินนำตัวชายคนดังกล่าวออกจากเครื่องไป

ล่าสุดสายการบินอเมริกันแอร์ไลนส์ ตอบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ว่าทางสายการบินมิได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และได้ทำงานร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแล้ว พร้อมออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่าสายการบินได้จัดเที่ยวบินให้ชายคนดังกล่าวเดินทางไปยังเมืองฮูสตันแล้ว โดยเขายินยอมที่จะไม่สวมหน้ากากดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่ชายคนดังกล่าวสวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษ

 

หน้ากากอนามัยลักษณะใดที่อนุญาตให้ผู้โดยสารสวมขึ้นเครื่องบินได้ ?
หากอ้างอิงจากข้อมูลของหน่วยงานรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่งของสหรัฐฯ ได้ออกกฎนิรภัยการบินหลังเกิดเหตุวินาศกรรม 11 ก.ย.2544 โดยหน้ากากอนามัยที่ผู้โดยสารสามารถสวมใส่ขณะอยู่บนเครื่องได้ คือต้องเป็นแบบปิดบังครึ่งใบหน้าเท่านั้น ได้แก่ หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา หรือหน้ากากอนามัยแบบ N95 โดยต้องถอดออกในขณะตรวจบัตรโดยสารก่อนขึ้นเครื่องเพื่อยืนยันตัวบุคคล

 

แต่หากเป็นหน้ากากป้องกันแบบเต็มใบหน้า จะต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก่อนขึ้นเครื่องบินโดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ว่าจะอนุญาตให้สวมบนเครื่องบินหรือไม่ หากส่วนหน้ากากคอสเพลย์หรือหน้ากากที่นิยมสวมใส่ตามเทศกาลแบบเต็มใบหน้าจะไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากไม่มีเหตุผลใดในการสวมใส่เพื่อป้องกันด้านสุขภาพ

และแม้เพียงคำพูดก็อาจทำให้เที่ยวบินต้องยกเลิก และถูกดำเนินคดีได้เช่นกัน ดังเช่นเหตุการณ์ในคลิปนี้ ที่ชายชาวแคนาดาวัย 28 ปีคนหนึ่ง ถูกเชิญลงจากเที่ยวบินที่กำลังเดินทางจากเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดาไปประเทศจาไมกา หลังเขาลุกขึ้นจากที่นั่งในขณะที่เครื่องบินอยู่บนท้องฟ้าตะโกนว่า

ผมเพิ่งกลับมาเมืองอู่ฮั่น ตอนนี้รู้สึกไม่สบายและคิดว่าน่าจะติดเชื้อไวรัสโคโรนา

 

https://twitter.com/breakingavnews/status/1224772057457664000

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนสายการบินของแคนาดา เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2563 แน่นอนว่าพฤติกรรมของชายคนนี้ทำให้เที่ยวบินดังกล่าวซึ่งออกเดินทางไปแล้วกว่า 2 ชั่วโมง พร้อมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ 240 คน ต้องกลับมาลงจอดที่สนามบินต้นทางและเข้าสู่ระบบการตรวจสอบความปลอดภัยและฆ่าเชื้อ บนเที่ยวบินดังกล่าว แม้ภายหลังเจ้าตัวจะออกมาบอกว่า

ที่ลุกขึ้นและตะโกนไปเช่นนั้น เพื่ออัดคลิปทำไวรัล บนอินเตอร์เน็ต และไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายเช่นนี้ เขารู้สึกผิด

ล่าสุดชายคนนี้ถูกตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา และเตรียมนำตัวขึ้นศาลในวันที่ 9 มีนาคม 2563

เหตุการณ์เช่นนี้อาจคล้ายกับกรณีการพูดว่า มีระเบิดอยู่บนเครื่องบิน ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั้งที่ตั้งใจแต่และไม่ตั้งใจ ซึ่งถือว่ามีความผิดตามกฎหมายของทุกประเทศ โดยหากอ้างอิงจากพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 ของไทยการกระทำของชายคนดังกล่าวก็อาจเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน

มาตรา 22 แจ้งข้อความหรือส่งข่าวสารอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้ผู้อื่นตื่นตกใจ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ภาพ 6 กฎหมาย

 

นอกจากนี้กฎหมายฉบับนี้ยังได้ระบุโทษครอบคลุมถึงผู้ที่รู้เห็น หรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำการดังกล่าวด้วย

นับเป็นอุทาหรณ์ในการเดินทาง ช่วงที่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และเตือนสตินักเดินทาง ไม่ให้กระทำพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เฌอศานต์ ศรีสัจจัง

ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส

เรียบเรียง

กลับขึ้นด้านบน