จำคุก 36 เดือน "อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ" คดีทุจริตงบฯ พศ.

จำคุก 36 เดือน "อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ" คดีทุจริตงบฯ พศ.

จำคุก 36 เดือน "อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ" คดีทุจริตงบฯ พศ.

รูปข่าว : จำคุก 36 เดือน "อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ" คดีทุจริตงบฯ พศ.

ศาลพิพากษาจำคุก 36 เดือน ปรับ 27,000 บาท "อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ" ฐานสนับสนุนให้เจ้าพนักงานกระทำความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในคดีทุจริตงบฯ พศ. แต่เห็นแก่คุณงามความดีที่ทำมาและไม่เคยต้องโทษคดีหรือทำทุจริต ให้รอลงอาญา 2 ปี คงโทษปรับ

วันนี้ (19 ก.พ.2563) พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เข้ารับฟังคำตัดสินในคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะจำเลยที่ 5 ขณะเดียวกัน จำเลยที่ 1-4 ประกอบด้วย นายพนม ศรศิลป์ อายุ 60 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 64 ปี อดีตรอง ผอ.สำนักงาน พศ. , นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำเพื่อรับฟังคำตัดสินเช่นกัน

ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามฟ้องฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เนื่องจากอนุมัติจัดสรรงบประมาณให้กับวัดสระเกศราชวรมหาวิหารเพียงวัดเดียว อีกทั้งโครงการที่จัดอบรมเป้าหมายตามหลักเกณฑ์ต้องมีผู้เข้าอบรม 60,000 คน แต่พบว่ามีผู้ร่วมโครงการเพียง 22,200 คน เท่านั้น จึงลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลย ที่ 2-4 ลงโทษจำคุก 3 ปี 18 เดือน

ส่วนจำเลยที่ 5 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายธงชัย ไม่ได้ขออนุมัติจัดสรรงบประมาณในฐานะเจ้าอาวาสจึงไม่ใช่การกระทำผิดในฐานะเข้าพนักงาน แต่ตัดสินให้มีความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานให้กระทำผิดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ลงโทษจำคุก 36 เดือน ปรับ 27,000 บาท แต่ด้วยคุณงามความดีที่ทำมาและไม่เคยมีความผิดอาญามาก่อน โทษจำคุก จึงให้รอลงอาญา 2 ปี คงโทษปรับ ซึ่งทีมทนายความได้ชำระค่าปรับทันที

ส่วนในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ศาลยกฟ้องเนื่องจากไม่พบว่ามีการเบียดบังทรัพย์ไปเป็นของตน รวมถึงท้ายคำฟ้องของโจทก์ ที่ให้จำเลยร่วมกันคืนเงิน จำนวน 69,700,000 บาท นั้น ศาลตัดสินไม่ต้องชำระเงินงบประมาณคืน เนื่องจากไม่พบว่ามีการทุจริตเบียดบังไปเป็นของตน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วันนี้ ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดี "พนม-พวก" ทุจริตงบฯ พศ.

 

กลับขึ้นด้านบน