"พิธา" ชี้จุดบอดรัฐบาล ศก.ทรุด-สิ่งแวดล้อมแย่-คนตกงานเพียบ

"พิธา" ชี้จุดบอดรัฐบาล ศก.ทรุด-สิ่งแวดล้อมแย่-คนตกงานเพียบ

"พิธา" ชี้จุดบอดรัฐบาล ศก.ทรุด-สิ่งแวดล้อมแย่-คนตกงานเพียบ

รูปข่าว : "พิธา" ชี้จุดบอดรัฐบาล ศก.ทรุด-สิ่งแวดล้อมแย่-คนตกงานเพียบ

พิธาลุกขึ้นอภิปราย 40 นาที ชี้จุดบอดรัฐบาลประยุทธ์ คนจนเพิ่ม 2 ล้านคน ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เทียบกับปี 54 ความเชื่อมั่นของนักลงทุนแย่พอกัน ต้มยำกุ้งคนตกงาน 1.4 แสนคน แต่ยุคนี้คนตกงาน 1.7 แสนคน

วันนี้ (24 ก.พ.2563) เวลา 18.10 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลุกขึ้นอภิปราย โดยแนะนำตัวว่า "กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคที่มีประชาชน 6.3 ล้านคน เลือกมา แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญ 7 คน ยุบไปครับ"

จากนั้น นายพิธาอภิปรายว่า ปัญหาเศรษฐกิจเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศ เป็นภารกิจของรัฐบาลที่ต้องเร่งคลี่คลาย และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ท่ามกลางความรอคอยของประชาชนว่ารัฐบาลดีขึ้นอย่างไร

20 ปีผ่านไป ทุกครั้งที่สองฝ่ายนำมากล่าวอ้างเรื่อง GDP แต่สำหรับผมมองว่า GDP จะโตเท่าไหร่ไม่สำคัญ แต่ยิ่งโตยิ่งเหลื่อมล้ำ ไม่สะท้อนความจริง คนจนเพิ่ม 2 ล้านคนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

นายพิธากล่าวว่า วันนี้ขออภิปรายแบบราษฎรเพื่อราษฎร เพื่อให้เข้าใจง่าย ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเลวร้ายแค่ไหน เพราะนโยบายในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนโยบายเศรษฐกิจแบบนายทุนเอื้อนายทุน ถ้าถามว่าเศรษฐกิจแย่แค่ไหนในมุมของชาวบ้าน ตามนิยามตอนนี้ยังไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจ เพราะ GDP ยังไม่ติดลบ แต่นิยามของชาวบ้านมีอยู่จริงและจะยากกว่าวิกฤตในอดีต

หากเทียบความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เฉลี่ยปีแรกของรัฐบาลนี้ กับรัฐบาลปี 2554 ซึ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ พบว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุน-นักธุรกิจคิดเป็น 48.9 หรือแย่พอๆ กัน
เมื่อปี 2550-2553 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์มีตัวเลขคนว่างงาน 140,000 คน แต่ในรัฐบาลประยุทธ์ 2 มีคนว่างงาน 170,000 คน หากย้อนถึงวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจทั้งปีโต 13 % ตอนนี้ยังแย่กว่าด้วยซ้ำ เพราะภาคเกษตรทั้งปีโต 1.6 %

ส่วนกลุ่มคนสูงอายุ หลังเกษียณพบว่ามี 3 ล้านคนที่ยากจน ไม่มีความมั่นคงในชีวิต ส่วนกลุ่มเกษตรกร 18 ล้านคน มีรายได้ 48,000 บาทต่อปี แต่หนี้สินเฉลี่ยคนละ 150,000 บาท เทียบกับหลายปีก่อนเคยมีหนี้สินเฉลี่ยแค่ 100,000 บาทต่อคน แม้จะทำงานหนัก

ถ้าท่านไม่ใช่อภิสิทธิ์ชน 1 % ของคนประเทศนี้ คงไม่มีใครมั่งคั่ง เพราะมาจากการรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เอายาพารามาบรรเทาไม่ถูกโรค

นายพิธาอภิปรายต่อว่า ส่วนคนที่มั่งคั่งมากขึ้นในรัฐบาลนี้ ซึ่งสื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเอาความมั่งคงของ 5 ตระกูลเจ้าสัว 2.33 ล้านล้านบาท เดิม 1.33 ล้านล้านบาท เท่ากับ 30 % ของงบประเทศ

เป็นจริงหรือไม่ที่นายกฯ ปล่อยปละละเลย เอื้อประโยชน์เจ้าสัว เอื้อนายทุน จริงหรือไม่ที่เอื้อให้กับกลุ่มซีพี เมื่อหน่วยราชการเคาะตัวเลขมาว่า การลงทุนเชื่อมสนามบินจะเจ๊ง และก็พ่วงมักกะสัน 400 ไร่เข้าไปและให้เงินภาษี 1.2 แสนล้านบาทเข้าไป

จริงหรือไม่ที่หลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ รีบให้เกิดการประมูลดิวตี้ฟรีผูกขาดในสนามบินสุวรรณภูมิ ถ้าเป็นจริงจะเป็นความเสียหายของประเทศ และถามว่าจริงหรือไม่ที่ผูกขาดเหล้าขาว 90 % ผ่าน พ.ร.บ.สรรพสามิตปี 60 และทำให้กระทบกับสุราพื้นเมือง แต่ปรับภาษีให้เหล้าขาวมีภาษีต่ำกว่าเบียร์

ผมไม่สามารถไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกฯ ได้อีกต่อไปแม้แต่วันเดียว ยิ่งอยู่นานประเทศยิ่งเสียหาย ประเทศเสียหายมามากแล้ว การบริหารงานเศรษฐกิจล้มเหลว ผิดพลาด เสียหาย นโยบายเป็นของนายทุน โดยนายทุน เพื่อนายทุน รัฐบาลนี้อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว
วันนี้เศรษฐกิจของเราต้องผ่าตัดเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ชีวิตจึงจะรอดต่อไปได้ มีดที่เราใช้ผ่าตัดต้องคมพอที่จะตัดอดีตที่ขมขื่น ตัดก้อนมะเร็งร้ายของเราออกไป ทลายทุนผูกขาดที่จะให้คนไทยเท่าเทียมกัน และเท่าทันโลก วันนี้ประเทศชาติเสียหายมามากแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อไปอีกหนึ่งวันก็ยิ่งสร้างความเสียหายให้ประเทศมากขึ้นอีกหนึ่งวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ในการอภิปรายนายพิธา ยังยกตัวอย่างพื้นที่หลายแห่งที่ได้รับผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากโครงการพัฒนา โครงการที่รัฐให้สัมปทาน เช่น เหมืองแร่ รวมทั้งผลกระทบจากการทิ้งขยะอุตสาหกรรม เป็นต้น

และเป็นที่สังเกตว่า ตลอดการอภิปรายของนายพิธาประมาณ 40 นาที ไม่ปรากฎว่ามี ส.ส.คนใดลุกขึ้นประท้วงเลยแม้แต่คนเดียว

กลับขึ้นด้านบน