ผู้ป่วยเล่าประสบการณ์ 8 วันในโรงพยาบาลรักษา COVID-19

ผู้ป่วยเล่าประสบการณ์ 8 วันในโรงพยาบาลรักษา COVID-19

ผู้ป่วยเล่าประสบการณ์ 8 วันในโรงพยาบาลรักษา COVID-19

รูปข่าว : ผู้ป่วยเล่าประสบการณ์ 8 วันในโรงพยาบาลรักษา COVID-19

หนุ่มเล่าประสบการณ์รักษาตัวที่โรงพยาบาล หลังพบติดเชื้อไวรัส COVID-19 ระบุ หากเป็นกลุ่มเสี่ยงใก้ลชิดผู้ติดเชื้อให้กักตัวเองทันที 14 วัน เมื่อมีอาการป่วยจึงไปตรวจเชื้อ มั่นใจป่วยแล้วหายได้ และจะมีภูมิคุ้มกันไวรัส

วันนี้ (23 มี.ค.2563) เฟซบุ๊ก Tong Muaythai ได้เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า "ใครกำลังกังวลว่าจะติดโควิด ผมมีคำแนะนำ" ต้องสำรวจตัวเองว่ามีความเสี่ยงไหม หมายความว่า คนใกล้ชิดต้องติดเชื้อแล้ว ถึงเรียกว่าเสี่ยงจริง ยํ้าว่าใกล้ชิดมากๆ ชนิดที่หายใจรดกัน รับประทานอาหารจานเดียวกัน ดื่มนํ้าแก้วเดียวกัน กอด จูบกัน สัมผัสกัน

ประเภทเคยเดินสวนกัน ยืนคุยกัน กินข้าวแต่คนละจาน คนละแก้ว เตะบอลกัน ไปวิ่งไปเล่นกีฬาที่ไม่สัมผัสตัวกัน แบบนี้ไม่นับ

จริงๆ หมอบอกว่า คนที่จะแพร่เชื้อได้ คือ คนที่มีอาการแล้ว เพราะเชื้อมีปริมาณมากพอ และแพร่ไปทางของเหลวที่ออกจากร่างกาย ผ่านการไอ จาม เป็นละอองฝอย เพราะฉะนั้นก่อนมีอาการ โอกาสแพร่เชื้อจึงน้อยมาก กลุ่มเสี่ยงจึงเป็นคนใกล้ชิดที่สัมผัสผู้ป่วยในช่วงที่ออกอาการแล้วเป็นหลัก แล้วดูย้อนหลังประมาณ 3-5 วันก็พอ

หากพบว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ต้องกักตัวเอง 14 วัน ยังไม่ต้องไปตรวจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะถึงไปก็อาจไม่เจอเชื้อ และไปเพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลอีก แทนที่จะเอาเวลาไปดูแลคนป่วยจริงๆ ไม่ต้องรีบไปตรวจ อย่าตื่นตระหนกจนไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นดีกว่า แต่ดูแลตัวเองให้ดีก็พอนะครับ 

ขณะที่กักตัวเอง หากเกิดมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ เจ็บคอ ไอ เมื่อยเนื้อตัว หายใจลำบาก หืดหอบ เหนื่อยผิดปกติ ก็คืออาการป่วยต่างๆ จึงรีบไปหาหมอให้ตรวจจริงจัง อย่าลืมว่าตอนออกจากบ้านก็ต้องป้องกันอย่าแพร่เชื้อระหว่างทางด้วย

ถ้าผลตรวจเป็นบวก ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะว่าคุณติดโควิดแล้ว แต่ไม่ต้องตกใจหรือกังวลใจเกินไป เพราะโควิดเป็นได้ก็หายได้

ทางโรงพยาบาลจะบอกแนวทางการรักษาของแต่ละคน จริงๆ แล้วก็คือ รักษาตามอาการ เพราะโรคนี้เป็นโรคใหม่จึงยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกันที่ชัดเจน แต่ตามหลักของธรรมชาติร่างกายของมนุษย์ เมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะพยายามกำจัดเอง บางโรคที่เรารู้จักแล้ว ร่างกายก็กำจัดง่าย แต่เชื้อโควิดมาใหม่ ร่างกายอาจใช้เวลาทำความรู้จักและกำจัดนานหน่อย 

ความน่ากลัวอยู่ที่ บางคนร่างกายไม่แข็งแรงอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและปอด ไวรัสตัวนี้ก็จะมีอานุภาพการทำลายล้างเยอะหน่อย คนกลุ่มนี้จึงต้องระวังเป็นพิเศษ

ส่วนคนปกติ อย่ากังวลไปเลย ยังไงก็หาย แค่ช้าหรือเร็วแล้วแต่คนไป หมอจะให้คนที่มีไข้ก็กินพาราลดไข้ คนที่ไอก็กินยาแก้ไอ มีนํ้ามูกก็กินยาลดนํ้ามูก คนเจ็บคอก็กินยาฆ่าเชื้อไป เดี๋ยวอาการก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง การรักษามีแค่นี้เอง

COVID-19 รักษาตามอาการ เตือนรับมือผลข้างเคียงยา

ที่โรงพยาบาลศิริราช มีวิธีรักษาเพิ่มอีกหน่อย คือ ให้ยาต้านไวรัสวันละ 8 เม็ด และ ยาแก้มาลาเรีย วันละ 2 เม็ด ทั้งหมด 5 วัน เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส ได้ผลหรือไม่ก็แล้วแต่ร่างกายของแต่ละคน เพราะอย่างที่บอกว่า ยังไม่มีการยืนยันจากกรมอนามัยโลกว่า มียารักษาโควิดได้ผล 100%

ยาทั้งสองตัวนี้ มีผลข้างเคียงค่อนข้างหนัก เพราะยาแรงมาก ตอนกิน มีอาการ คลื่นไส้ พะอืดพะอมตลอดเวลา มึนหัว หายใจลำบาก กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ กินไม่ได้

ทรมานสุดๆ บางครั้งคิดว่าจะไหวไหม แย่มากๆ แต่หมอและพยาบาลจะคอยดูแลเรา รักษาตามอาการ ผ่านช่วง 5 วันอันตรายไปให้ได้ คุยกับคนไข้คนอื่นๆ ก็มีอาการเดียวกันเกือบหมด มากบ้างน้อยบ้าง ทรมานเหมือนกัน หลังหยุดยา อาการต่างๆ จะดีขึ้นเรื่อยๆ กินได้ นอนหลับ ความเครียดจะลดลงไปเยอะ

ทั้งนี้ หมอบอกว่า โดยเฉลี่ยคนที่เป็นโควิด ใช้เวลารักษาตัวจนเชื้อหมดประมาณ 7-30 วัน แล้วแต่สภาพร่างกายความแข็งแรงของแต่ละคน เมื่อผลตรวจเป็นลบ 2 ครั้งก็กลับบ้านได้ ถือว่าหายขาดแล้ว และร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันโรคนี้ไปอีกนาน โอกาสติดเชื้อยากขึ้นและถ้าติดอีกก็จะหายไวขึ้น ถือเป็นข้อดีก็ว่าได้

ขณะนี้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โอกาสติดเชื้อมีอยู่ตลอด แค่ป้องกันตัวเองดีๆ ดูแลคนรอบข้าง รับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ไม่จำเป็นงดการเดินทาง ใช้ชีวิตอย่างมีสติที่สุด

อย่าเสพข่าวแล้วไม่ป้องกัน อย่าวิตกจนพากันเครียด เพราะสุดท้ายแล้ว เราอาจไม่ติดโควิดแต่เราจะเสียสติจากสิ่งที่เรากังวลเกินไปก็เป็นได้

กลับขึ้นด้านบน