ทุ่มงบกลาง 1,500 ล้านบาทซื้อยา-เวชภัณฑ์สู้โคโรนา

ทุ่มงบกลาง 1,500 ล้านบาทซื้อยา-เวชภัณฑ์สู้โคโรนา

ทุ่มงบกลาง 1,500 ล้านบาทซื้อยา-เวชภัณฑ์สู้โคโรนา

รูปข่าว : ทุ่มงบกลาง 1,500 ล้านบาทซื้อยา-เวชภัณฑ์สู้โคโรนา

รัฐบาล ทุ่ม 1,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อ ยา เวชภัณฑ์ทางการแพทย์สู้ COVID-19 โดยกระจายไปให้แพทย์ โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยล่าสุดจะมีการจัดสรรหน้ากากอนามัย อีก 1.5 ล้านชิ้น

วันนี้ (28 มี.ค.2563) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สนับสนุนงบประมาณ 1,500 ล้านบาท ให้กระทรวงสาธารณสุข จัดหายาที่จำเป็น เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยให้องค์การเภสัชกรรมจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ อาทิ ยาฟาวิราเวียร์  ซึ่งเป็นยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง จำนวน 340,000 เม็ด รักษาได้ประมาณ 6,000 คน หน้ากาก N95 จำนวน 2 ล้านชิ้น ชุด PPE. จำนวน 2 ล้านชุด รวมถึงยาที่แพทย์กำหนดไว้ในแนวทางให้การรักษา เช่น ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ยาต้านไวรัสเอดส์ดารุนาเวียร์ ยาอะซิโธรมัยซิน 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับการกระจายยาและเวชภัณฑ์ จะบริหารจัดการจัดสรรผ่านศูนย์ปฏิบัติการกระจายเวชภัณฑ์ในภาวะโควิด-19 ที่มีองค์การเภสัชกรรม (อภ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับผิดชอบจัดส่งให้โรงพยาบาลภาครัฐทุกสังกัด ทั้งกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร ตำรวจ ทหาร และโรงพยาบาลเอกชนที่ให้การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยเบิกจ่ายจากศูนย์ปฏิบัติการกระจายเวชภัณฑ์ฯ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ขอให้โรงพยาบาลแจ้งความต้องการที่ศูนย์ปฏิบัติการกระจายเวชภัณฑ์ เพื่อให้บุคลากรในโรงพยาบาลทุกแห่งมีอุปกรณ์ในการป้องกันตนเอง และยารักษาผู้ป่วยอย่างเพียงพอ

จัดสรรหน้ากากให้สธ.เพิ่มอีก 1.5 ล้านชิ้น

สำหรับหน้ากากอนามัย (Surgical Mask) จากการประสานกระทรวงพาณิชย์ได้รับการจัดสรรให้ระบบสาธารณสุขเพิ่มเป็น 1.5 ล้านชิ้นต่อวัน จากเดิม 1 ล้านชิ้นต่อวัน เพื่อให้เพียงพอสำหรับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย เช่น พนักงานเปล แม่บ้าน รวมทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขที่ต้องออกติดตามดูแลผู้กักกันตนเองที่บ้าน

ซึ่งขณะนี้สธ. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามกลุ่มเสี่ยงจากต่างประเทศ จากกทม.กลับต่างจังหวัด และผู้สัมผัสจากสถานที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรค สิ่งสำคัญที่สุดในวันนี้คือขอให้ประชาชนไม่เดินทางออกจากพื้นที่ เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) งดกิจกรรมรวมกลุ่ม สังสรรค์

กลับขึ้นด้านบน