กรมวิทย์ฯ แจงวิธีตรวจไวรัส ทั้งหาเชื้อ-ตรวจภูมิฯ ต้องรับเชื้อแล้ว

กรมวิทย์ฯ แจงวิธีตรวจไวรัส ทั้งหาเชื้อ-ตรวจภูมิฯ ต้องรับเชื้อแล้ว

กรมวิทย์ฯ แจงวิธีตรวจไวรัส ทั้งหาเชื้อ-ตรวจภูมิฯ ต้องรับเชื้อแล้ว

รูปข่าว : กรมวิทย์ฯ แจงวิธีตรวจไวรัส ทั้งหาเชื้อ-ตรวจภูมิฯ ต้องรับเชื้อแล้ว

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ชี้แจงการตรวจเชื้อโควิด-19 ทางห้องปฏิบัติการ มีทั้งการตรวจหาเชื้อไวรัส และตรวจภูมิคุ้มกัน ที่ได้ผลแม่นยำคือ ตรวจหลังรับเชื้อแล้ว 5 - 7 วัน ส่วนการตรวจภูมิคุ้มกันจะตรวจได้หลังมีอาการป่วย 5 - 7 วัน หรือหลังติดเชื้อแล้ว 10 - 14 วัน

วันนี้ (31 มี.ค.2563) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงการตรวจหาเชื้อไวรัส COVID-19 ว่า มีทั้งการตรวจหาเชื้อไวรัส และการตรวจภูมิคุ้มกัน โดยการตรวจหาเชื้อไวรัส สามารถตรวจได้หลังจากได้รับเชื้อมาแล้วประมาณ 5 -7 วัน จึงเป็นวิธีที่ตรวจหาเชื้อได้เร็วที่สุด โดยแบ่งเป็น 3 แบบ คือ

แบบที่ 1 ตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธี Real-time RT PCR
แบบที่ 2 คือ เพาะเลี้ยงเชื้อไวรัส
แบบที่ 3 ตรวจหา Antigen เชื้อไวรัส สำหรับการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส ที่พร้อมใช้อยู่ในปัจจุบัน
องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือ วิธี Real-time RT PCR เนื่องจากมีความไวความจำเพาะสูง ทราบผลภายใน 3 – 5 ชั่วโมง และสามารถตรวจจับเชื้อไวรัสปริมาณน้อยๆ ในรูปแบบของสารพันธุกรรม

ไม่ว่าจะเชื้อเป็น หรือเชื้อตาย ตรวจจับได้หมดจากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่วนบน ส่วนล่าง ของผู้สงสัยติดเชื้อไวรัส COVID-19 จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการตรวจวินิจฉับโรคเพื่อการรักษาที่รวดเร็ว ตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค และใช้ติดตามผลการรักษาได้

ส่วนการตรวจภูมิคุ้มกัน (IgM/IgG) ด้วยชุดทดสอบแบบรวดเร็ว หรือ Rapid Test ทราบผลใน 15 นาที การตรวจวิธีนี้จะทำได้หลังมีอาการป่วย 5 - 7 วัน หรือได้รับเชื้อมาแล้ว 10 - 14 วัน

 

ดังนั้นการใช้ Rapid Test ตรวจภูมิคุ้มกัน (IgM/IgG) ในช่วงแรกของการรับเชื้อ หรือช่วงแรกที่มีอาการ ผลการตรวจจะขึ้นลบ ซึ่งไม่ได้แสดงว่าผู้ป่วยไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้โดยปกติธรรมชาติของร่างกายเมื่อได้รับเชื้อ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งภูมิคุ้มกันจะเกิดหลังจากมีอาการประมาณ 5 - 7 วัน

น้ำยานี้ อย.อนุญาตใช้เฉพาะสถานพยาบาลเท่านั้น ไม่อนุญาตจำหน่ายทั่วไป ประชาชนอย่าซื้อมาตรวจเอง เพราะมีความยุ่งยากในการแปลผล และสรุปผล ต้องทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขเท่านั้น

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวต่อว่า ยังมีวิธีการตรวจอื่นๆ ที่กำลังเข้ามาในประเทศ อย่างไรก็ตามหากมีการตรวจอะไรใหม่ๆ สิ่งที่เราต้องคิดเสมอคือ วิธีตรวจนั้นได้ผลหรือไม่ มีความแม่นยำเที่ยงตรงหรือไม่ และได้มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำเนินการตรวจประเมินอยู่ในขณะนี้ วิธีการตรวจแต่ละวิธีจะต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการตรวจ ตามดุลยพินิจของบุคลากรทางการแพทย์

สำหรับการพัฒนาห้องปฏิบัติการเพื่อรองรับการตรวจเชื้อ COVID-19 หากมีการระบาดจำนวนมาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีแผนพัฒนาให้มีห้องปฏิบัติการตรวจทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดรวม 97 แห่ง รองรับการตรวจในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลที่ 10,000 ตัวอย่างต่อวัน และต่างจังหวัด 10,000 ตัวอย่างต่อวัน โดยขณะนี้มีห้องปฏิบัติการที่ผ่านการประเมินแล้ว 57 แห่ง อยู่ระหว่างการประเมิน และกำลังจัดตั้งอีก 40 แห่ง คาดว่าภายในเดือนเมษายนนี้ จะครบตามเป้าหมาย

สำหรับประชาชนที่มีประวัติสัมผัสกลุ่มเสี่ยง หากมีอาการเป็นไข้ ไอ เจ็บคอ ตามเกณฑ์ที่กรมควบคุมโรคกำหนด ให้รีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติให้ละเอียด จะได้รับการตรวจหาเชื้อโดยวิธี RT – PCR ฟรี

กลับขึ้นด้านบน