ผู้พิพากษาเซ็นรับรองฎีกาข้อเท็จจริง "เปรมชัย" สู้คดีล่าเสือดำ

ผู้พิพากษาเซ็นรับรองฎีกาข้อเท็จจริง "เปรมชัย" สู้คดีล่าเสือดำ

ผู้พิพากษาเซ็นรับรองฎีกาข้อเท็จจริง "เปรมชัย" สู้คดีล่าเสือดำ

รูปข่าว : ผู้พิพากษาเซ็นรับรองฎีกาข้อเท็จจริง "เปรมชัย" สู้คดีล่าเสือดำ

"เปรมชัย-คนขับรถ-นายพราน" ยื่นคำร้องขอผู้พิพากษาเซ็นรับรองฎีกาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ.สู้คดีล่าเสือดำ ก่อนครบกำหนดยื่นฎีกา 10 เม.ย.หลังขอขยาย 3 รอบ ล่าสุด มีรายงานแจ้งว่าผู้พิพากษาได้รับรองอนุญาตให้จำเลยที่ 1, 2, 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้แล้ว

วันนี้ (1 เม.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่เมื่อช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 66 ปี ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1, นายยงค์ โดดเครือ อายุ 68 ปี คนขับรถและคนใกล้ชิดนายเปรมชัย จำเลยที่ 2, นายธานี ทุมมาศ หรือพรานแกละ อายุ 59 ปี นายพรานนำนายเปรมชัยเข้าป่า จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ รับรองและอนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 218 และ 221 กรณีที่ชั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษแต่จำคุกไม่เกิน 5 ปี

ซึ่ง ป.วิ.อ.มาตรา 218 บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฯ

มาตรา 221 บัญญัติว่า ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดยมาตรา 218 , 219 และ 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

ผู้พิพากษาเซ็นรับรองฎีกาข้อเท็จจริงแล้ว

ล่าสุด (1 เม.ย.) มีรายงานแจ้งว่า ผู้พิพากษาได้รับรองอนุญาตให้จำเลยที่ 1, 2, 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้แล้ว โดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญ อันควรส่งศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนความผิดที่ต้องห้ามฎีกาได้

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ศาลจังหวัดทองผาภูมิ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่จำเลยได้ยื่นคำฎีกาไว้ ก็จะต้องส่งสำเนาคำฎีกาของจำเลยที่ 1,2,4 ให้อัยการโจทก์ทำคำแก้ฎีกาต่อไป และเมื่อคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายได้ยื่นคำฎีกาและคำแก้ฎีกาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ศาลจังหวัดทองผาภูมิ ก็จะส่งเอกสารทั้งหมดพร้อมสำนวนคดี ไปยังศาลฎีกา เพื่อพิจารณาและมีคำพิพากษาชั้นฎีกาต่อไป

สำหรับนางนที เรียมแสน อายุ 46 ปี แม่ครัว จำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จากโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาจำคุกมีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท ฐานร่วมกันทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 นี้เป็นอันยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เนื่องจากฝ่ายอัยการโจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา และในส่วนของจำเลยที่ 3 เองก็ไม่ได้ยื่นคำฎีกาเช่นกัน

"เปรมชัย" ยื่นขอขยายระยะเวลามาแล้ว 3 ครั้ง

ทั้งนี้ ในการฎีกานั้น ก่อนหน้านี้ นายเปรมชัยกับพวกได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิ ขอขยายระยะเวลา มาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดให้ขยายเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 10 เม.ย.นี้ ส่วนของอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ครบกำหนดการยื่นฎีกาตามที่ขอขยายไว้รอบที่ 2 ก็เป็นที่ชัดเจนว่า อธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) พิจารณาความเห็นตามขั้นตอน ป.วิ.อ.มาตรา 145/1 แล้วสรุปว่าไม่ฎีกาเกี่ยวกับผลคดีดังกล่าวอีกต่อไปเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแล้วเห็นว่าครบถ้วนตามที่อัยการฟ้องแล้ว

"เปรมชัย" ได้ประกันตัวและห้ามออกนอกประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับคดีร่วมล่าเสือดำ สัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกนี้ นายเปรมชัยกับพวกได้ประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท พร้อมการติดกำไลข้อเท้า EM และเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศระหว่างการยื่นฎีกาคดี

โดยคดีมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2562 ที่พิพากษาแก้เพิ่มโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา นายเปรมชัย ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 14 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 16 เดือน), นายยงค์ คนขับรถ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 17 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 13 เดือน)

และจำคุกนายธานี นายพราน จำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 21 เดือน (เดิมศาลชั้นต้น จำคุก 2 ปี 17 เดือน) ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 , 31 วรรคหนึ่ง, พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 16, 19 วรรคหนึ่ง, 36, 47, 53, 55 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83 พ.ร.บ.อาวุธปืนเครื่องและกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานร่วมกันทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ, ร่วมกันล่าสัตว์ป่า (เสือดำ สัตว์ป่าคุ้มครอง) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ไก่ฟ้าหลังเทา) โดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, และนายพราน มีโทษฐานพยายามล่าสัตว์ป่า (กระรอก) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น

ส่วนนางนที แม่ครัว จำเลยที่ 3 จำคุกมีกำหนด 1 ปี 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท ฐานร่วมกันทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ, ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำ) โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยโทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษไว้ 2 ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (จากเดิมศาลชั้นต้นจำคุก 4 เดือนและปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองเสือดำและไก่ฟ้าหลังเทา ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และยกฟ้อง 3 ข้อหาเกี่ยวกับความผิดอาวุธปืน)

และให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 2 ล้านบาท (มูลค่าความเสียหายเสือดำ) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.2561 (วันที่เจ้าหน้าที่พบการกระทำผิด) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่ผู้ร้อง

 

กลับขึ้นด้านบน