ศบค.ห่วงคนที่กลับจาก ตปท.แนะเร่งเข้ากระบวนการคัดกรอง

ศบค.ห่วงคนที่กลับจาก ตปท.แนะเร่งเข้ากระบวนการคัดกรอง

ศบค.ห่วงคนที่กลับจาก ตปท.แนะเร่งเข้ากระบวนการคัดกรอง

รูปข่าว : ศบค.ห่วงคนที่กลับจาก ตปท.แนะเร่งเข้ากระบวนการคัดกรอง

โฆษก ศบค. สรุปตัวเลขผู้ติดชื้อโควิด-19 รายใหม่ เพิ่ม 89 คน แต่ทางการแพทย์ยังไม่คลายความกังวล พร้อมชี้ว่า ต้องประเมินผลหลังการปรับความเข้มข้นในการออกมาตรการเคอร์ฟิว

วันนี้ (4 เม.ย.2563) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) สรุปตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่เพิ่ม 89 คน รวมจำนวนผู้ป่วยสะสมเป็น 2,067 คน เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน รวมเป็น 20 คน และรักษาหายเพิ่มเติม 31 คน รวม 612 คน สำหรับผู้เสียชีวิต เป็นผู้ป่วยคนไทยอายุ 72 ปี มีโรคประจำตัวทั้งความดันและเบาหวานรวมถึงไขมันในเลือดสูงรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐ

โฆษก ศบค.กล่าวว่า รัฐบาลจะดูแลกลุ่มประชาชนที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเมื่อคืนอย่างดี พร้อมชี้ว่า ความเสี่ยงในพื้นที่ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดมีความเสี่ยงเท่ากัน แต่คาดการณ์ว่าการประกาศเคอร์ฟิวจะมีส่วนทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดน้อยลง

ทั้งนี้ 10 จังหวัดของไทยที่พบผู้ป่วยสูงสุดประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ภูเก็ต สมุทรปราการ ชลบุรี ยะลา ปัตตานี สงขลา เชียงใหม่ ปทุมธานี และอยู่ระหว่างการสอบสวน ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 38 ขณะที่สหรัฐอเมริกา คืออันดับหนึ่ง แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตของอิตาลีและสเปนน่าเป็นห่วงมาก

นพ.ทวีศิลป์ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณความร่วมมือของประชาชนที่ปฏิบัติตามมาตรการเคอร์ฟิว นอกจากนี้ยังเป็นห่วงกรณีที่คนไทยเดินทางเข้าประเทศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสั่งห้ามให้เกิดขึ้นอีก และรัฐบาลจะต้องตามตัวทุกคน ให้เข้าสู่กระบวนการปรับตัวตามมาตรการคัดกรอง ซึ่งเมื่อกลับไปยังครอบครัวถือว่าทั้งครอบครัวกลายเป็นกลุ่มเสียงทั้งสิ้น โดยจะต้องเข้ารายงานตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ 02-213-9950 และ 063-234-4734 ภายใน 18.00 น. วันนี้ พร้อมกับญาติที่มีการสัมผัสกัน หากไม่ดำเนินการจะมีโทษตามกฏหมาย สำหรับครอบครัวให้ปฎิบัติตามมาตรการการคัดกรองตัวเอง หรือ การกักตัวเองอยู่ที่บ้าน

สำหรับกรณีที่มีบางส่วนติดค้างในสนามบินในต่างประเทศในช่วงการประกาศห้ามทำการบินเข้าประเทศไทยระหว่างวันที่ 4 - 6 เมษายน ให้ติดต่อประสานไปยังสถานทูตประเทศต้นทาง ซึ่งทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัวในพื้นที่รัฐกำหนด14 วัน

ขณะที่พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รายงานการปฎิบัติหน้าที่ตามประกาศเคอร์ฟิวเมื่อคืนที่ผ่านมาพบว่า มียานพาหนะที่ผ่านจุดตรวจ 7,590 คัน จำนวนคน 16,010 ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งสินค้าและขนส่งทางการเกษตร โดยพบการฝ่าฝืนคำสั่งกรณียานพาหนะ 144 คัน จำนวนคน 177 คน รวมกลุ่มชุมนุมมั่วสุมที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค มีการดำเนินคดี 42 คดี เน้นในกลุ่มมั่วสุมแข่งรถและสังสรรค์

กลับขึ้นด้านบน