ศบค.ห่วงป่วยเพิ่ม 111 คน-เฝ้าระวังกลุ่มดาวะห์ติดเชื้อ 42 คน

ศบค.ห่วงป่วยเพิ่ม 111 คน-เฝ้าระวังกลุ่มดาวะห์ติดเชื้อ 42 คน

ศบค.ห่วงป่วยเพิ่ม 111 คน-เฝ้าระวังกลุ่มดาวะห์ติดเชื้อ 42 คน

รูปข่าว : ศบค.ห่วงป่วยเพิ่ม 111 คน-เฝ้าระวังกลุ่มดาวะห์ติดเชื้อ 42 คน

วันนี้ (8 เม.ย.) ศบค.สรุปผู้ป่วย COVID-19 ในไทยเพิ่มขึ้น 111 คน เสียชีวิต 3 คนเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ระบุผู้ป่วยเพิ่มจากกลุ่มดาวะห์จากอินโดนีเซีย 42 คน ทำให้จ.สตูล เป็นจังหวัดใหม่ที่มีผู้ติดเชื้อ ขณะที่ภูเก็ต น่าห่วงต้องตีวงค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงพื้นที่

วันนี้ (8 เม.ย.2563) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงข่าวสถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ว่า ขณะที่สถานการณ์ทั่วโลก พบผู้ป่วย 1,431,706 คน เสียชีวิต 82,080 คน รักษาหาย 302,150 คน

ส่วนประเทศไทยวันนี้พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 111 คน รวมจำนวนผู้ป่วยสะสม 2,369 คน เสียชีวิตเพิ่ม 3 คน เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 30 คน หายกลับบ้านแล้ว 888 คน


นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ผู้เสียชีวิตคนที่ 28 เป็นชายชาวรัสเซีย เดินทางไป จ.ภูเก็ต ขณะเดินทางกลับพัทยา มีอาการป่วยจึงเข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน ก่อนกลับมาพักที่บ้าน และเสียชีวิต เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา

คนที่ 29 เป็นชายชาวอินเดีย อายุ 69 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว มีประวัติป่วยเป็นโรคเบาหวาน เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ต่อมาต้องอยู่ในห้องไอซียู และเสียชีวิตเมื่อวานนี้ (7 เม.ย.) และคนที่ 30 เป็นชายสัญชาติอเมริกัน อายุ 69 ปี มีโรคไตเรื้อรัง ป่วยเมื่อวันที่ 9 มี.ค. และเข้ารักษาโรงพยาบาลในจังหวัดบุรีรัมย์ เสียชีวิตเมื่อวานนี้

เมื่อวานหัวใจพองโตที่ตัวเลขลดเหลือแค่ 38 คน และยังย้ำว่าอย่าการ์ดตก แต่วันนี้ต้องพูดว่าเห็นแล้ว ตัวเลขติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาจากกลุ่มดาวะห์สูงถึง 42 คน และทำให้สตูล เป็นจังหวัดใหม่ที่มีรายงานผู้ป่วยหรือเรียกว่าเมืองแตกแล้ว

ต่างชาติเสียชีวิต-จับตาคนไทยกลับบ้าน

โฆษกศบค.กล่าวอีกว่า น่าสังเกตว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คนเป็นต่างชาติทั้งหมด ทำให้ต้องเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางกลับมาไทย ซึ่งเมื่อวานนี้ มีผู้เดินทางจากทั้งประเทศกาตาร์ 14 คน และประเทศเกาหลีใต้พบว่า ไม่ผ่านการคัดกรอง 8 คน เข้ารักษาที่โรงพยาบาลใน จ.สมุทรปราการ ส่วนที่เหลือ 49 คน เข้ากักตัวในสถานที่ของรัฐ

ต้องเฝ้าระวังกลุ่มที่กลับมาจากต่างประเทศมากขึ้น แต่ขออย่ารังเกียจเพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน และได้รับการดูแล 24 ชั่วโมง ตลอด 14 วัน เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตครอบครัวได้อย่างปกติ ส่วนคนไทยที่เหลืออีก 60 กว่าล้านคนขอให้อยู่บ้าน เพื่อช่วยให้ตัวเลขป่วยเพิ่มลดลง

สแกนหาผู้ติดเชื้อในบางลา-กระทู้ จ.ภูเก็ต

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เมื่อดูจากตัวเลขจังหวัดที่มีการติดเชื้อทั่วประเทศ รวม 66 จังหวัดแล้ว โดยกทม.ป่วยอันดับ 1 จำนวน 1,223 คน รองลงมา นนทบุรี 141 คน และภูเก็ต 140 คน และวันนี้สตูล พบผู้ป่วยแล้ว ถึง 42 คนมาจากอินโดนีเซีย ขอให้ช่วยกันดูแลรักษา และขณะนี้มี 10 จังหวัดที่ยังไม่มีรายงานตัวเลขผู้ป่วย คือ น่าน กำแพงเพชร พิจิตร ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ตราด ระนอง พังงา 

ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีอัตราป่วยมากที่สุดในประเทศ คิดเป็นอัตรา 33.9 % ต่ออัตราป่วยต่อประชากรแสนคน และแซงกทม.ที่มีอัตรา 21.7 ต่อประชากรแสนคน

 

อ่านข่าวเพิ่ม "ภูเก็ต" ล็อกดาวน์ ต.กระทู้ สกัดโรคหลังป่วย 123 คน

ซึ่งตัวเลขผู้ป่วยใน จ.ภูเก็ต ที่เพิ่มขึ้น ทำให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีมาตรการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก หรือ Active case finding ทั้งนี้เพื่อสแกนหาผู้ป่วยโดยเร็วในพื้นที่เสี่ยง โดยได้ขีดวงหาผู้ป่วยในพื้นที่พื้นที่เสี่ยง เช่น บางลา กะทู้ โดยเก็บตัวอย่าง 2,000 คนต่อวัน ทำให้พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และจะเดินหน้าค้นหาต่อไป เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งการค้นหาเชิงลึกใน จ.ภูเก็ต พบผู้ป่วยอีก 18 คน

ส่วนผู้ที่กลับจากประเทศอินโดนีเซียพบผู้ป่วยอีก 42 คน ทั้งที่ก่อนเดินทางเข้ามาไม่มีไข้ แต่เมื่อลงเครื่องบิน และตรวจซ้ำพบว่าไม่สบาย จึงได้รับการดูแล ขณะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบผู้ป่วยเพิ่มมากกว่า จ.นนทบุรีแล้ว แต่เข้าสู่การรักษาของแพทย์แล้ว และต้องเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงสัมผัสโรคจากต่างประเทศ ขณะนี้กระจายไปทั่วทุกภาค แตกต่างจากช่วงแรกที่พบในกทม. นนทบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ ภูเก็ต

ขณะนี้ทางกระทรวงสาธารณสุข จึงขยายขอบเขตกลุ่มเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคติดเชื้อ COVID-19 ได้แก่ บริเวณด่านควบคุมโรค พบอุณหภูมิร่างกาย 37.3 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือมีอาการไอ น้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อย และมีประวัติเดินทางจากทุกประเทศทั่วโลก ให้ตรวจฟรี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

รอยืนยัน "กลุ่มดาวะห์" กลับจากอินโดนีเซียติดไวรัส 41 คน

เคาะ 801 ล้าน ซื้อ "หน้ากากอนามัย" แจกประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั่วไทย 

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน