ใช้กลไก 3 ระดับคุม COVID ชี้จะผ่อนปรนเพิ่มหากมีสัญญาณบวก

ใช้กลไก 3 ระดับคุม COVID ชี้จะผ่อนปรนเพิ่มหากมีสัญญาณบวก

ใช้กลไก 3 ระดับคุม COVID ชี้จะผ่อนปรนเพิ่มหากมีสัญญาณบวก

รูปข่าว : ใช้กลไก 3 ระดับคุม COVID ชี้จะผ่อนปรนเพิ่มหากมีสัญญาณบวก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การผ่อนคลายมาตรการระยะแรกเพื่อให้ประชาชนปรับตัว หากจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่เพิ่มขึ้น และสถานการณ์มีทิศทางดีจนถึงกลางเดือนพฤษภาคมจะเป็นสัญญาณบวกให้ผ่อนปรนมาตรการอื่นๆตามมา

วันนี้ (1 พ.ค.2563) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ในเดือนพฤษภาคม ว่า ศบค. จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานกลาง เพื่อให้ผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ไปกำหนดรายละเอียด โดยออกเป็นคู่มือการปฏิบัติของแต่ละพื้นที่ โดยสิ่งที่สำคัญคือ การออกมาตรการการปฏิบัติรายจังหวัด จะสามารถเข้มข้นกว่ามาตรฐานกลางได้ แต่เข้มข้นน้อยไม่ได้ และต้องยึดปัจจัยด้านสาธารณสุขเป็นหลัก ส่วนปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจขอให้เป็นเรื่องถัดมา

สำหรับกรณีร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังสามารถซื้อกลับไปรับประทานที่บ้านได้ แต่ยังไม่อนุญาตให้นั่งกินในร้าน เพราะ ศบค.ยังไม่ได้มีการผ่อนปรน โดยขอให้รอการพิจารณาในรอบถัดไป

ส่วนร้านอาหารนอกห้างสรรพสินค้า ขอให้ดูคู่มือการปฏิบัติจากจังหวัดของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งในพื้นที่จะต้องมีชุดเจ้าหน้าที่เข้าไปสุ่มตรวจในทุกกิจกรรม และประเมินความปลอดภัย เช่น พนักงานเสิร์ฟต้องมีมาตรการความปลอดภัย เว้นระยะห่างตามที่กำหนด มีมาตรฐานการทำความสะอาด หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดก็จะมีการตักเตือน ถ้าไม่ปรับปรุงก็จะมีมาตรการดำเนินการต่อไป

ขณะที่ร้านตัดผม ยังสามารถทำได้แต่ การตัด สระ และไดร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่อยู่ในร้านนานเกินไป ยังไม่สามารถทำสีผล หรือกิจกรรมอื่นที่ใช้เวลานานเกินไป ขอให้ประชาชนอดใจรอไม่นาน หากทุกอย่างดีขึ้น ก็จะขยายประเภทกิจกรรมให้ค่อยๆผ่อนคลาย ส่วนตลาดสด ตลาดนัด หรือแผงลอย ไม่ได้กำหนดประเภทสินค้า แต่ต้องมีการเว้นระยะ มีจุดตั้งเจลล้างมือ และจัดจุดคัดกรอง

โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับว่า การควบคุมต้องมี 3 ระดับ ระดับที่ 1 จากส่วนกลางก็คือ จาก ศบค. กำหนดด้วยมาตรฐานกลาง ระดับที่ 2 จากส่วนประเมิน คือการสุ่มตรวจ และระดับที่ 3 คือระดับพื้นที่ ที่ต้องสอดประสานกันจะได้ไม่เกิดความผิดพลาด

ขณะนี้ถือเป็นการผ่อนคลายมาตรการในระดับหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนได้ปรับตัว แต่ต้องเป็นการค่อยๆ ผ่อนปรน เพราะหากปลดล็อกทันทีอาจทำให้เกิดการระบาดกลับมาอีก ทั้งนี้หากสถานการณ์ดีขึ้น จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่เพิ่มขึ้นจนถึงในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เชื่อว่าจะเป็นสัญญาณที่เป็นบวกส่งผลให้เกิดการผ่อนปรนมากขึ้น

แท็ก

กลับขึ้นด้านบน