ปลัด สปน.ขานรับนโยบายรัฐจี้หน่วยราชการ WFH มากกว่า 50%

ปลัด สปน.ขานรับนโยบายรัฐจี้หน่วยราชการ WFH มากกว่า 50%

ปลัด สปน.ขานรับนโยบายรัฐจี้หน่วยราชการ WFH มากกว่า 50%

รูปข่าว : ปลัด สปน.ขานรับนโยบายรัฐจี้หน่วยราชการ WFH มากกว่า 50%

ปลัด สปน.ขานรับนโยบาย ครม.จี้หน่วยราชการทำงานที่บ้านให้มากขึ้นกว่าร้อยละ 50 แนะประชาชนที่ต้องการร้องทุกข์แนะนำไม่ต้องเข้ามาถึง กทม. แต่สามารถร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม ทุกศาลากลางจังหวัด

วันนี้ (13 พ.ค.2563) นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี และ ครม.เห็นชอบเรื่องการทำงานเหลื่อมเวลาของข้าราชการให้มีมากขึ้น เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ว่า ในส่วนของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกำลังพิจารณา 3 ช่วงเวลา คือ 07.30 น., 08.30 น., 09.30 น. และบวกไป 8 ชม.

สำหรับข้าราชการในส่วนของ สปน.กว่า 700 คนนั้น จะดำเนินการทำงานเหลื่อมเวลาได้อย่างไรบ้าง โดยให้ยึดตามความเหมาะสมและความจำเป็น แต่ในส่วนของระบบงานต่างๆ ที่ต่อเนื่องมา ที่ได้ทดลองใช้ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่างานในส่วนต่างๆ สามารถเดินหน้าไปได้

และในวันเดียวกันนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ได้มีการหารือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผลการทำงานที่บ้าน (Work From Home) และการทำงานเหลื่อมเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้มานำเสนอต่อเนื่องมาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือกัน ซึ่งนายวิษณุยังได้สั่งการให้ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานของรัฐ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและวางแนวทาง การทำงานในอนาคตของการพัฒนาระบบราชการไทย


เบื้องต้น นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายทุกส่วนราชการดำเนินการจัดเรื่องเหลื่อมเวลาเนื่องจากมีผลต่อเนื่องหลายเรื่องทั้งเรื่องการป้องกันการระบาด COVID-19 เรื่องการจราจรและการบริการประชาชน นายกฯ ให้นำข้อมูลต่างๆ ที่มีการประเมินในช่วงเวลาที่ผ่านมาไปวางแผนเพื่ออนาคต

ตอนนี้เรื่องการทำงานที่บ้านที่ ครม.สั่งการขอให้ได้ 50:50 ซึ่ง ก.พ.ได้รายงานค่าเฉลี่ยเบื้องต้นก็ปฏิบัติได้ 50:50 แล้ว แต่จะมีบางหน่วยงานที่จะทำงานที่บ้านไม่ได้ 100% เช่น ฝ่ายความมั่นคง งานด้านสาธารณสุข การบริการประชาชน ซึ่งในส่วนดังกล่าวยังคงไว้เนื่องจากจำเป็น แต่ในส่วนอื่นนายกรัฐมนตรีขอให้ไปลองปรับดู เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและการทำงานสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้และประชาชนยังได้ประโยชน์

ส่งเรื่องร้องเรียนสายด่วน 1111 ให้นายกฯ

สำหรับเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้ร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สปน.ทำเนียบรัฐบาล 1111 นั้น สปน.ได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีได้รับทราบในทุกมิติเพื่อสั่งการให้ดำเนินมาตรการรองรับและทำการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนไม่ว่าจะเป็นระยะที่หนึ่ง สอง สาม รวมถึง การนำมาเป็นข้อมูลข้อเสนอแนะในการผ่อนปรน ผ่อนคลาย กิจการและกิจกรรมต่างๆด้วย

สปน.ทำงานส่วนนี้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัล และยังมีหลายหน่วยงานที่เปิดสายด่วนให้โทรเข้ามาร้องเรียน เช่น ศูนย์ดำรงธรรมของกระทรวงมหาดไทย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัล กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ความมั่นคงทหาร

ปลัด สปน. กล่าวว่า หลังจากปลดล็อกเฟสแรกแล้ว สายด่วน 1111 ได้รับแจ้งกรณีที่กิจกรรมหรือกิจการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดอยู่บ้าง ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลมาก็ได้ส่งไปให้ฝ่ายความมั่นคงไปติดตามต่อ เช่น แจ้งว่ากิจการนั้นๆ ไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม ทุกคนจะต้องช่วยกันพูดและแนะนำเพื่อไม่ให้เกิดแคลงใจกัน และถ้าทางส่วนราชการไปเตือนแล้วผู้ประกอบการไม่ดำเนินการตามก็คงต้องถูกปิดกิจการ

แนะเกษตรกรร้องเรียนเงินเยียวยาที่ศูนย์ดำรงธรรม

สำหรับเรื่องร้องเรียนที่มีเข้ามาสูงที่สุดยังคงเป็น เรื่องการช่วยเหลือ เยียวยา ความเดือดร้อนของประชาชน 5,000 บาท ซึ่งคิดว่าภายในเดือน พ.ค.นี้น่าจะเบาลง เพราะทางกระทรวงการคลังสามารถดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้แล้ว


ในส่วนของเกษตรกรก็กำลังจะได้รับตามมา และในช่วง 3-4 วันข้างหน้านี้ กระทรวงการคลังยังคงเปิดรับข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ต่างๆ ที่กรมประชาสัมพันธ์ด้วย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ศูนย์ 1111 ไปร่วมประสานงานอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ฝากประชาชนทั่วไปที่อยู่ต่างจังหวัดนั้นไม่ต้องเดินทางเข้ามาถึงในกรุงเทพ เพราะขณะนี้การร้องเรียนทุกเรื่องและความช่วยเหลือต่างๆ นั้นสามารถดำเนินการได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมของทุกจังหวัด ที่ศาลากลางจังหวัด รวมถึงด้านการเกษตรที่เกษตรกรสามารถร้องได้ทั้งที่ศูนย์ดำรงธรรม และที่เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล ได้ จะได้ไม่ต้องเข้ามาในส่วนกลาง

 

กลับขึ้นด้านบน