ปิดเทอมนานกระทบปากท้องเด็กยากจน นับหมื่นคนขาดแคลนอาหาร

ปิดเทอมนานกระทบปากท้องเด็กยากจน นับหมื่นคนขาดแคลนอาหาร

ปิดเทอมนานกระทบปากท้องเด็กยากจน นับหมื่นคนขาดแคลนอาหาร

รูปข่าว : ปิดเทอมนานกระทบปากท้องเด็กยากจน นับหมื่นคนขาดแคลนอาหาร

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้เด็กยากจนกว่า 750,000 ชีวิต ต้องอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร หลังรัฐบาลเลื่อนเปิดเทอมออกไปกว่าเดือน เพราะเด็กเหล่านี้ต้องพึ่งอาหารจากโรงเรียน

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่คุกคามสภาพความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ได้มุ่งเน้นไปยังการจัดการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนในสังคมที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ท่ามกลางกระแสการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตในวิกฤตการ COVID-19 ยังมีเสียงเล็กๆ จากเด็กยากจนอีกกว่า 750,000 คน ทั่วประเทศ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากสังคมให้พ้นจากสภาวะขาดแคลนอาหารในช่วงปิดเทอม

การปิดเทอมที่ยาวนานกับมื้ออาหารที่หายไป

การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้รัฐบาลต้องประกาศเลื่อนการเปิดภาคการศึกษาใหม่ ไปเป็นวันที่ 1 ก.ค. ทำให้เด็กๆ มีระยะเวลาในการปิดเทอมที่ยาวนานออกไปถึง 45 วัน สำหรับเด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่ขัดสนก็คงจะไม่มีผลกระทบใดๆ แต่เมื่อหันไปมองเด็กๆ ที่มาจากครอบครัวที่ยากจน เราจะพบวิกฤตที่แฝงอยู่ในวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายครูสังกัด สพฐ. ตชด. และ อปท. กว่า 400,000 คน ทั่วประเทศ ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของนักเรียนยากจน เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์ ความเสี่ยง และผลกระทบที่นักเรียนจะได้รับเนื่องมาจากการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้น

พบว่า ปัญหาอันดับหนึ่งที่เกิดขึ้น คือความกังวลจากการเพิ่มภาระรายจ่ายค่าอาหารของครอบครัว และยิ่งไปกว่านั้นพบว่า เด็กๆ กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนอาหาร เนื่องมาจากเด็กส่วนใหญ่พึ่งพาอาหารกลางวันที่ครบห้าหมู่จากโรงเรียนเป็นหลัก เมื่อการเปิดเทอมถูกเลื่อนออกไปจึงทำให้เด็กเหล่านี้ประสบสภาวะทุพโภชนาการ และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ความช่วยเหลือเร่งด่วน

กสศ.ในฐานะที่เป็นองค์กรทำงานเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ด้วยการยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามาโดยตลอด ซึ่งเป็นเวลากว่า 2 ปีมาแล้วที่ กสศ. ได้เข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมพัฒนา เด็ก เยาวชน ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษาตลอดจนการให้ความช่วยเหลือแก่ครู ผู้พิการ และประชาชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสกว่า 1,147,754 คน ครอบคลุม 27,731 โรงเรียนทั่วประเทศไทย

เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 กสศ. จึงเร่งเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเด็กยากจนพิเศษ ที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน ในเบื้องต้น กสศ. ได้ใช้งบประมาณที่ได้คืนมาจากรัฐบาล รวมกับงบประมาณฉุกเฉิน 500 ล้านบาท

และได้เร่งนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือให้กับนักเรียนยากจนจำนวนคนละ 600 บาท เป็นค่าอาหารเบื้องต้น 30 วัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะได้คนละเพียง 20 บาทต่อวันเท่านั้น ซึ่งเงินจำนวนนี้นับเป็นเงินฉุกเฉินเบื้องต้นที่ กสศ. ได้ดำเนินการเยียวยาเด็กๆ ที่กำลังประสบปัญหาอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามยังมีช่องว่างอีก 15 วัน ก่อนที่จะถึงวันเปิดเทอมที่ กสศ. จำเป็นต้องออกมาระดมทุนผ่านโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปให้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสนับสนุน และร่วมสมทบทุนเพื่อเติมเต็มมื้ออาหารให้กับเด็กๆ

ครูลงพื้นที่พบเด็กอดมื้อกินมื้อ

จากการลงพื้นที่ของเครือข่ายครู เพื่อรายงานสภาพความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียนยากจนและจากพื้นที่ทุรกันดาร พบว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและถิ่นทุรกันดารมักจะไม่ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ โดยบางบ้านเด็ก ๆ ต้องกินข้าวต้มกับเกลือ

นอกจากนั้นยังพบว่า บางครอบครัวที่ผู้ปกครองมีอาชีพหาเช้ากินค่ำ ประสบปัญหาไม่มีเงินซื้ออาหาร เนื่องมาจากโดยปกติเด็กจะพึ่งพาอาหารเช้าและอาหารกลางวันจากโรงเรียน เมื่อปิดเทอมที่ยาวนานขึ้น ทำให้เด็กต้องอดมื้อกินมื้อ

การปิดเทอมที่ยาวนานนี้ หากมองจากมุมของผู้มีอันจะกินคงมิใช่ปัญหา แต่หากมองในมุมของเด็กๆ เหล่านี้ คือสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้ ในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม และต้องการความช่วยเหลือและร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

สารอาหารที่ไม่เพียงพอกระทบพัฒนาการของเด็ก

นายสง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการด้านโภชนาการ ที่ปรึกษาโครงการ สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ปัญหาที่พบบ่อยในการติดตามพัฒนาการของเด็กยากจนคือ สภาวะทุพโภชนาการ หรือการที่เด็กไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วน

เด็กๆ เหล่านี้ต้องการอาหารที่ครบ 5 หมู่ ซึ่งจำเป็นต่อพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา สมอง หากเด็กๆ ไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ จะส่งผลกระทบให้มีอาการสมองฝ่อ ร่างกายเตี้ย ผอมแคระแกร็น ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียนและพัฒนาการทางสติปัญญา

ที่ผ่านมาพบว่า เด็กที่มีปัญหาจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารหรือมาจากครอบครัวที่ยากจน โดยเด็กมักจะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ในระหว่างปิดภาคเรียนเนื่องมาจากความยากจน ซึ่งเด็กเหล่านี้จะพึ่งพาอาหารที่ถูกหลักโภชนาการจากโรงเรียน ดังนั้นเมื่อกำหนดเปิดภาคการศึกษาถูกเลื่อนออกไป จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กกลุ่มนี้โดยตรง เพราะโรงเรียนไม่ใช่แค่สถานที่เรียนรู้ แต่คือโรงครัวของเด็กๆ ที่ยากจน

ปัญหาปากท้องของเด็กยากจนในช่วงปิดเทอมที่ยาวนาน อาจจะเป็นปัญหาระยะสั้นที่ต้องเร่งมือกันช่วยแก้ไข แต่ปัญหาระยะยาวนั้นมีผลกระทบเป็นทอดๆ และต่อเนื่องในหลากหลายมิติ

ซึ่งสภาวะขาดแคลนของครอบครัวที่ขาดรายได้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเด็กแล้ว ยังเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่จนส่งผลกระทบให้เด็กเหล่านั้น จำต้องออกจากระบบการศึกษาในที่สุด

และเมื่อเด็กคนหนึ่งต้องออกจากระบบการศึกษา จะส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในชีวิตของเด็ก และกลายมาเป็นปัญหาอื่นๆ ให้กับสังคมได้อีกมาก

 

กลับขึ้นด้านบน