รอผล DNA " อิ่มบุญ" ปมวางยา-แนะเช็กก่อนโอนเงินบริจาค

รอผล DNA " อิ่มบุญ" ปมวางยา-แนะเช็กก่อนโอนเงินบริจาค

รอผล DNA " อิ่มบุญ" ปมวางยา-แนะเช็กก่อนโอนเงินบริจาค

รูปข่าว : รอผล DNA " อิ่มบุญ" ปมวางยา-แนะเช็กก่อนโอนเงินบริจาค

พม.เผยน้องอิ่มบุญ เด็กชายวัย 2 ขวบที่อาจถูกแม่วางยาเพื่อหวังรับเงินบริจาค อาการดีขึ้น หลังออกจากโรงพยาบาลมาอยู่ในการดูแลของ พม. โดยต้องรอผลตรวจดีเอ็นเอว่าเป็นลูกของน.ส.ปุ๊กหรือไม่ แนะวิธีเช็กข้อมูลก่อนโอนเงินบริจาค เพราะอาจเป็นการสนับสนุนมิจฉาชีพ

ความคืบหน้ากรณี น.ส.ปุ๊ก อายุ 29 ปีที่อ้างตัวเป็นแม่รับดูแลเด็กอายุ 4 ขวบ 2 คน ที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจากอาการป่วยด้วยโรคเรนินโนม่าห์ และต้องโพสต์ขายสินค้าทางออนไลน์ รวมทั้งขอรับเงินบริจาคเพื่อนำเงินไปรักษาเด็กทั้งสองคน

วานนี้ (24 พ.ค.2563) นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ได้รับการประสานจากทีมแพทย์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ที่ตรวจพบสารกัดกร่อน ผ่านทางช่องปากเด็กชายน้องอิ่มบุญ อายุ 2 ปี ในระหว่างการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในที่ห้องพิเศษของโรงพยาบาล โดยได้รับตัวเด็กมาดูแลตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตามคำสั่งศาลที่สั่งคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามที่ทีมสหวิชาชีพยื่นขอ เนื่องจากเห็นว่าเด็กอาจได้รับอันตรายหากอยู่ในความดูแลของมารดา

ขณะนี้เด็กมีสุขภาพดี กินได้ปกติ ด้านสุขภาพไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าเด็กชาย จะเป็นลูกของน.ส.ปุ๊กหรือไม่ พบว่าในใบแจ้งเกิดเป็นชื่อแม่น้องอิ่มบุญ แต่ไม่มีการฝากท้อง เมื่อแพทย์ขอตรวจดีเอ็นเอ น.ส.ปุ๊กก็ไม่ยินยอม จึงต้องขออำนาจศาลเพื่อตรวจดีเอ็นเออีกครั้ง หากผลตรวจดีเอ็นเอ ระบุว่าเป็นลูกจริง ก็ต้องดูว่าเด็กจะอยู่ในความเลี้ยงดูของใคร ในขณะที่แม่กำลังถูกดำเนินคดี และหากไม่ใช่ลูกจริงต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ

อ่านข่าวเพิ่ม รอผลตรวจ "สารเคมี" โยงปมวางยาเด็กรับเงินบริจาค 15 ล้านบาท

ช่องโหว่เงินบริจาคถูกใช้แสวงหาประโยชน์

นางสุภัชชา กล่าวอีกว่า กรณีนี้สะท้อนถึงปัญหาของการเปิดรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือบุคคลต่างๆ ซึ่งบางเหตุการณ์อาจจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบของบุคคลที่ไม่หวังดี ซึ่งคงต้องพิจารณาให้รอบคอบ 

ขณะที่ปัญหาการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือนั้น เพจเฟซบุ๊ก นักสังคมสงเคราะห์เล่าเรื่อง โพสต์ว่าใครได้ทราบข่าวกรณีน้อง"อมยิ้ม" ที่เสียชีวิต โดยทีมแพทย์ได้วินิจฉัยทราบว่าน้องได้รับสารกัดกร่อนเข้าไปทำอัน ตรายอวัยวะภายในจนเสียชีวิต และผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์นี้ก็มี "แม่" ที่เปิดรับบริจาคผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของน้องผ่านเฟซบุ๊กถึงอาการเจ็บป่วย จนมีผู้บริจาคให้ร่วมกันหลายล้านแล้ว 

จริงๆ ในกรณีแบบนี้แอดมินเองอยากจะพูดมาหลายครั้งแต่ด้วยความกลัวชาวเน็ตจวก ก็เลยไม่พูดดีกว่า จนมาถึงวันนี้ วันที่มีเด็กเสียชีวิตไปแล้วหนึ่งคน และอีกคนเกือบเสียชีวิตเพื่อเซ่นความใจบุญ และการแสวงประโยชน์จากความใจดีของคนไทย

แอดมินจึงอยากเชิญชวนค่ะ ให้เราหยุด "บริจาค" ผ่านบัญชีส่วนตัวของใครก็แล้วแต่ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก เราต้องหยุด หยุดโดยมีชีวิตคนอื่นกั้น เพราะเราคงไม่อยากร้องกรี๊ดกับเหตุการณ์แบบนี้อีกใช่มั้ยคะ

เราต้องนึกถึงอันตรายที่จะมีต่อเด็ก ต่อคนแก่ หรือคนอื่นๆ ที่อาจตกอยู่ในอันตราย ต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถูกจองจำในสภาวะยากลำบากเพื่อให้เราได้มีโอกาส ทำบุญผ่านมนุษย์ผู้ตกยาก (รวมถึงการสนับสนุนสถานสงเคราะห์ที่เคยพูดไปก่อนหน้านี้ก็กรณีเดียวกันค่ะ) 

ในกรณีนี้และหลายกรณีเช่นในสถานสงเคราะห์เองเด็กจะถูกทารุณกรรมช้าๆ ซ้ำๆ ให้มีอาการที่แย่ลงเรื่อยๆ หรือดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในสภาพที่แย่ น่าสงสารเพื่อเรียกร้องความสงสารจากผู้ใจดีให้โอนเงินมาให้

น้องอมยิ้มเองก็ถูกปฏิบัติเช่นนั้น แม่ทั้งถ่ายวีดีโอตอนน้องอ้วกเป็นเลือดมาให้ทุกท่านดู update ความย่ำแย่ของลูกให้ได้รับชม คนดูพอดูแล้วมืออ่อนเลยค่ะ โอนทันที

แนะเทคนิคตรวจสอบก่อนบริจาคเงิน

เวลาเจอกรณีแบบนี้จำไว้เสมอนะคะเมืองไทยมีสิทธิ 30 บาท ถ้าค่าใช้จ่ายไม่พอจริงๆ เคสในลักษณะนี้จะถูกส่งต่อพบนักสังคมสงเคราะห์เพื่อประเมินวินิจฉัยปัญหาทางสังคมต่อไปค่ะ (เดี๋ยวเราค่อยพูดถึงช่องวางปัญหาของเคสนี้ในระบบการดูแลต่อ)

แต่ในเบื้องต้นถ้าพบเคส แบบนี้แนะนำเลยค่ะ ให้เข้าพบนักสังคมสงเคราะห์ที่โรงพยาบาลเลย ถ้าครอบครัวไหน หรือใครมาขอรับบริจาคปุ๊บให้ "เอ๊ะ" ไว้ก่อนค่ะ

โดยให้ "เอ๊ะ" รอไว้ก่อน แล้วทำตามอีก step คือถ้าเจอใครตกทุกข์ได้ยากอยู่วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้องคือการหยิบโทรศัพท์โทรหา 1300 ไม่ต้องโอนเงินค่ะ ท่องพร้อมกันค่ะ 1300 กดเลยค่ะจำไว้ เสมอว่าการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนเป็นหน้าที่ของ "รัฐ" การบริจาคกันเองมีความเสี่ยงมาก หลายคนเมื่อเคสถูกโพสต์ลง Facebook ก็รวยกันชั่วข้ามคืน

และที่สำคัญเวลาเราบริจาคกันเข้าบัญชีส่วนตัวของใครก็แล้วแต่ นั่นคือเรากำลังถอยห่างให้รัฐที่ควรรับผิดชอบ ออกจากสมการนี้ ทางที่ดีท่องไว้ว่าโทร 1300 ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ ถ้าอยากบริจาคแนะนำบริจาคผ่านองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ ดีกว่าค่ะ ส่วนถ้ารัฐไม่ทำหน้าที่ตัวเองก็มาด่าด้วยกันค่ะ ด่าแรง ๆ ด่าให้รัฐทำงานก็ยังดีกว่าบริจาคแล้วเสี่ยงค่ะ

เบื้องต้นเท่านี้ก่อนนะคะ หยุดบริจาคเป็นนางใจดี นามสกุลโอนไวก่อน เพราะเราสามารถสร้างผลทางบวกได้ด้วยวิธีอื่นค่ะเดี๋ยวแอดมินจะมาเขียนว่าเรื่องนี้สะท้อนปัญหาอะไรบ้างที่เราเห็นอีกครั้งในโพสต์ถัดไปนะคะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แม่วัย 29 ปีรับสารภาพฉ้อโกง แต่ปฏิเสธทำร้ายลูก

 

กลับขึ้นด้านบน