“พานทองแท้” รอด อัยการชี้ขาดไม่อุทธรณ์ “คดีฟอกเงินกรุงไทย”

“พานทองแท้” รอด อัยการชี้ขาดไม่อุทธรณ์ “คดีฟอกเงินกรุงไทย”

“พานทองแท้” รอด อัยการชี้ขาดไม่อุทธรณ์ “คดีฟอกเงินกรุงไทย”

รูปข่าว : “พานทองแท้” รอด อัยการชี้ขาดไม่อุทธรณ์ “คดีฟอกเงินกรุงไทย”

สำนักงานอัยการสูงสุดชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์ คดีพานทองแท้ ชินวัตร คดีฟอกเงินกรุงไทย หลังพบกระทำความผิดมานาน 13 ปี

วันนี้ (28 พ.ค.2563) สำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งไม่ยื่นอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีร่วมกันกันฟอกเงินทุจริตเงินปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด จำนวน 10 ล้านบาท ในความความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91

สำหรับคดีนี้ ศาลอาญาคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ มีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2562 ต่อมา อัยการสำนักงานคดีพิเศษ ได้ทำความเห็นส่งไปยังอัยการสำนักงานคดีศาลสูงว่า เห็นควรไม่อุทธรณ์คดีต่อ ซึ่งอัยการสำนักงานคดีศาลสูงเห็นด้วย ตามกฎหมายจึงต้องส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 34 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่

จากนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตั้งคณะทำงาน ขึ้นมาพิจารณากลั่นกรองเรื่องดังกล่าว เพื่อเสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ความเห็นของพนักงานอัยการ และคำพิพากษาของศาล ทั้งที่พิพากษายกฟ้อง และที่ทำความเห็นแย้งไว้ท้ายคำพิพากษา ประกอบกับความเห็นของพนักงานอัยการ ที่เห็นควรไม่อุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว

เห็นว่ายังมีประเด็นสำคัญแห่งคดี ที่ควรต้องนำสู่การพิจารณาของศาลสูง เพื่อวินิจฉัย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงมีความเห็นควรให้นำคดีขึ้นสู่ศาลสูง โดยส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาด เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา

รายงานข่าวแจ้งว่า คำสั่งชี้ขาดดังกล่าว ลงนามโดยรองอัยการสูงสุดคนหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติราชการเเทนอัยการสูงสุด โดยเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้ยื่นขอขยายอุทธรณ์ครั้งที่ 6 โดยศาลพิจารณาเเล้ว อนุญาตให้ขยายระยะเวลา อุทธรณ์ถึงวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เเต่เมื่อมีการชี้ขาด อัยการสูงสุดสั่งไม่อุทธรณ์ดังกล่าวคดีดังกล่าวถือเป็นอันสิ้นสุด

สำหรับคดีนี้ในศาลชั้นต้น องค์คณะผู้พิพากษา 2 คน มีความเห็นต่างกันในการตัดสิน โดย 1 ในองค์คณะ มีความเห็นแย้งว่า พฤติการณ์ที่มีเช็คเงิน ลงชื่อ นายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร โอนเข้าบัญชีนายพานทองแท้ เป็นความผิด เห็นควรให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นความเห็นแย้ง ท้ายคำพิพากษาด้วย โดยหากคู่ความยื่นอุทธรณ์ ความเห็นแย้งนี้ในสำนวนก็จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทราบด้วย

 

สำหรับคำฟ้องคดีนี้ อัยการยื่นฟ้องบรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2547 หลังจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร กับพวกร่วมกันกระทำผิดกับอดีตผู้บริหาร ธนาคาร กรุงไทย จำกัด ในการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ ทำให้ธนาคารเสียหายจำนวน 10,400,000,000 (หนึ่งหมื่นสี่ร้อยล้านบาท)

แล้วนายวิชัยกับพวกร่วมกันฟอกเงิน ที่ได้จากการกระทำผิด โดยนายวิชัย ได้นำบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ที่มีนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ (ลูกชาย), นายสุบิน แสงสุวรรณเมฆา เป็นกรรมการฯ บริษัท แกรนด์แซทเทิลไลท์คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่มีนายเชื้อ ช่อสลิด เป็นกรรมการฯ มาใช้ในการรับโอนเงิน แล้วนำเงินนั้นไปซื้อขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน โดยนายวิชัย ได้โอนเงินจากการขายหุ้นนั้น ให้นายพานทองแท้ จำเลย จำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายรัชฎา ลูกของนายวิชัย และบุคคลในครอบครัวทั้งสองมีความรู้จักเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

โดยนายวิชัย สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 17 พ.ค.2547 จากบัญชีกระแสรายวัน ธนาคาร ไทยธนาคาร สาขาบางพลัด ระบุชื่อ นายพานทองแท้ ต่อมาวันที่ 18 พ.ค.2547 จำเลยได้นำเช็คนั้น เรียกเก็บเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขา บางพลัดของจำเลย และวันที่ 24 พ.ค.2547 จำเลยได้ถอนเงิน 10 ล้านบาท เข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด สาขาซอยอารีย์ ของจำเลยอีกอัน

จากนั้นระหว่างวันที่ 24 พ.ค.-26 พ.ย.2547 จำเลยได้ถอนเงินออกจากบัญชีผ่าน ATM ครั้งละ 5,000 - 20,000 บาท รวม 11 ครั้ง และช่วงในวันที่ 14 มิ.ย.2547 มีเงินฝากเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาซอยอารีย์ ของจำเลย 80,000 บาท แล้ววันที่ 30 พ.ย.2547 จำเลยได้ถอนเงิน 8,800,000 บาท จากบัญชีดังกล่าว เข้าฝากบัญชีกระแสรายวัน ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด สาขาซอยอารีย์ ซึ่งมียอดเงินรวมในบัญชี 14,720,352.07 บาท

ต่อมาวันที่ 2 ธ.ค.2547 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 14,700,000 บาท จากบัญชีกระแสรายวัน ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด สาขาซอยอารีย์ โดยนายวิชัย , นายรัชฎา กับพวก และอดีตผู้บริหาร ธนาคาร กรุงไทยฯ (รวม 18 คน) ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกคดีร่วมทุจริตการอนุมัติสินเชื่อ คนละตั้งแต่ 12-18 ปี

กลับขึ้นด้านบน