เตือนใส่ "เฟซชิลด์" เมินใส่หน้ากากไม่ช่วยป้องกัน COVID-19

เตือนใส่ "เฟซชิลด์" เมินใส่หน้ากากไม่ช่วยป้องกัน COVID-19

เตือนใส่ "เฟซชิลด์" เมินใส่หน้ากากไม่ช่วยป้องกัน COVID-19

รูปข่าว : เตือนใส่ "เฟซชิลด์" เมินใส่หน้ากากไม่ช่วยป้องกัน COVID-19

กรมควบคุมโรค เตือนอีกรอบหลังพบคนไทยการ์ดเริ่มตก ใส่แค่เฟซชิลด์ออกใช้ชีวิตประจำวันนอกบ้าน เมินสวมหน้ากากอนามัยอีกชั้น ระบุเท่ากับไม่ป้องกันแพร่และรับเชื้อ COVID-19 ชี้ 1 ก.ค.นี้ เปิดเรียนวันแรก ปรามพ่อแม่อย่าสังสรรค์ในที่ทำงานห่วงนำเชื้อ

วานนี้ (1 มิ.ย.2563) นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3  โดยไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเราเผลอ มีการรวมตัวกันของผู้คนเป็นจำนวนมากและมีผู้ป่วยหลุดเข้าไป ก็จะมีโอกาสกลับมาพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นได้อีก ทั้งนี้ในการผ่อนปรนมาตรการทางสังคมภาคบังคับจะต้องไม่เพิ่มความเสี่ยงการแพร่ระบาด โดยเฉพาะมาตร การระดับบุคคล ยังขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น

กลุ่มเสี่ยงพักอยู่กับบ้าน หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการพบปะหรือการชุมนุมกันเป็น กลุ่มก้อน ที่สำคัญคือสวมหน้ากากทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน ไม่ใส่เฟซชิลด์โดยไม่สวมหน้ากาก และหมั่นล้างมือบ่อยๆ  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มพบการใส่เฟซชิลด์ เพียงอย่างเดียว โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย และออกมาใช้ชีวิตประจำวันนอกบ้าน

สธ.เคยย้ำเตือนหลายครั้งว่าไม่สามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างได้ หากเป็นผู้แพร่เชื้อ ก็ยังมีโอกาสแพร่เชื้อได้อยู่ นอกจากนี้หากไปเจอคนที่ติดเชื้อ แล้วใส่เฟซชิลด์เพียงอย่างเดียว ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ก็เท่ากับว่าไม่ได้ป้องกันอะไร

คนไทยเริ่มใส่หน้ากากอนามัยลดลงร้อยละ 84 

นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ข้อมูลสำคัญ 3 ส่วนที่จะบ่งบอกความเสี่ยงการระบาดในระลอก 2 หลังจากการผ่อนคลายคือ ข้อมูลของพฤติกรรมประชาชน ข้อมูลการปฏิบัติของผู้ประกอบการ และข้อมูลการควบคุมโรค COVID-19 ในประเทศไทย หากข้อมูลการปฏิบัติส่วนหนึ่งส่วนใดทำได้ไม่ดีจะเริ่มมีความเสี่ยง

การสำรวจพฤติกรรมประชาชนช่วงเดือนเม.ย.นี้ พบสวมหน้ากากลดลงเหลือ 84% ส่วนข้อมูลสถานประกอบการกว่า 40,000 แห่งที่ลงทะเบียนเข้าร่วมประเมินมาตรฐานกรมอนามัย Thai Stop Covid ผ่านเกณฑ์ 79%

ขณะที่ข้อมูลการควบคุมโรค COVID- 19 ในประเทศไทย  เช่น งดการเดินทางเข้าประเทศ คนไทยที่กลับจากต่างประเทศต้องกักตัวในสถานที่รัฐจัดไว้ ความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ นอกจากนี้ ในวันที่ 1 ก.ค.นี้จะเปิดภาคเรียน หากพ่อแม่ไปรวมกลุ่มสังสรรค์ในสถานประกอบกิจการต่างๆ อาจแพร่เชื้อไปสู่ลูก และจากลูกไปสู่โรงเรียนและครอบครัวอื่น ๆ ที่น่าห่วงคือผู้สูงอายุที่ติดจากเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่มีอาการน้อยหรือไม่แสดงอาการ ดังนั้น ประเทศไทยคลายล็อกสำเร็จหรือไม่ ขึ้นกับวินัยใหม่ของคนไทยทุกคนร่วมกันป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายในกิจการ บ้าน และโรงเรียน

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน