ประท้วงต่อต้านเหยียดผิว-เรียกร้องความเท่าเทียมในสหรัฐฯ

ประท้วงต่อต้านเหยียดผิว-เรียกร้องความเท่าเทียมในสหรัฐฯ

ประท้วงต่อต้านเหยียดผิว-เรียกร้องความเท่าเทียมในสหรัฐฯ

รูปข่าว : ประท้วงต่อต้านเหยียดผิว-เรียกร้องความเท่าเทียมในสหรัฐฯ

ผู้ชุมนุมหลายเชื้อชาติกว่า 300 คนร่วมประท้วงต่อต้านการเหยียดผิว โดยเดินขบวนเรียกร้องความเป็นธรรมให้คนผิวสีที่ถูกตำรวจกระทำความรุนแรง และเรียกร้องให้สร้างความเท่าเทียมในสหรัฐอเมริกา

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 14.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ผู้ชุมนุมต่อต้านการเหยียดสีผิวกว่า 300 คน เดินขบวนบริเวณศาลอลามิด้า รัฐแคลิฟอเนียร์ ประท้วงเรียกร้องให้ปฏิรูประบบตำรวจ หลังจากชาวอเมริกัน-แอฟริกันหลายคนถูกกระทำความรุนแรงจากข้อกล่าวหาของตำรวจในคดีต่างๆ รวมทั้งเรียกร้องให้คนอเมริกันออกมาแสดงจุดยืนเพื่อสร้างความเท่าเทียมในอเมริกา โดยไม่แบ่งแยกสีผิว เชื้อชาติและศาสนา

ผู้ชุมนุมใช้เวลาเดินขบวนนานกว่า 4 ชั่วโมงไปตามสวนสาธารณะ ท้องถนน และหยุดแวะทำกิจกรรมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากการกระทำเกินเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในหลายจุดพัก โดยผู้ประท้วงดังกล่าวประกอบด้วยผู้ชุมนุมหลากหลายเชื้อชาติทั้งเอเชีย ตะวันออก คนผิวขาว ชาวผิวสี คนละตินอเมริกา ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการเดินประท้วงมีประชาชนมากมายที่อยู่ในอาคาร บ้านพัก ออกมาโบกมือทักทาย ส่งเสียงสนับสนุนและบีบแตรส่งเสริมผู้ชุมนุมอย่างคึกคัก

 

ชายผิวสีคนหนึ่งที่ร่วมชุมนุม เล่าว่า ตนเองพร้อมภรรยาและลูกวัย 8 เดือน ออกมาเดินขบวนตั้งแต่วันแรกและจะประท้วงต่อไป เนื่องจากตนและภรรยาตกงานช่วงการระบาดของ COVID-19 และยืนยันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงในการประท้วง แม้จะโกรธรัฐบาล แต่จะไม่ทำอะไรอย่างวู่วาม

ชายคนดังกล่าวยังได้แสดงมุมมองถึงธุรกิจที่ถูกทำลายโดยผู้ประท้วงในหลายพื้นที่ว่า ถึงอย่างไรธุรกิจก็ยังอยู่รอดและไม่มีวันตายจากเหมือนชีวิตคนผิวสี ธุรกิจที่ถูกทำลายลงส่วนมากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นองค์กรใหญ่ มีประกันความเสียหายที่เบิกเงินจากรัฐบาลได้ เสียหายครั้งใดก็กลับมาฟื้นฟูและทำงานต่อได้ ซึ่งมีภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง (the 13th) สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจการงานของคนผิวสีเป็นอย่างไร และถูกเล่ายังอย่างไรบ้างในหลายต่อหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นนี่ไม่ใช่เพื่อจอร์จ ฟลอยด์คนเดียว แต่เพื่อชาวผิวสีทุกคน

สำหรับคนที่เข้าใจคนผิวสีผิด ก็เข้าใจผิดวันยังค่ำ เพราะพวกเขาไม่มีวันรู้ว่าชีวิตคนผิวสีวัยหนุ่มสาวเป็นอย่างไรบ้าง ในสหรัฐฯ ไม่มีทางที่จะเข้าใจพวกเรา ไม่มีทางที่จะรู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อใดบ้างที่ตำรวจจะมาลากเราในบางคืน และคืนนั้นเราอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกเลยตลอดชีวิต

 

ขณะที่ผู้ชุมนุมชาวเอเชียอีก 2 คนที่ร่วมขบวน กล่าวว่า แม้พวกเขาไม่ใช่ผิวสี แต่จำเป็นต้องออกมาประท้วง เพราะเชื่อว่าความเงียบไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น และคนในสหรัฐอเมริกาทุกคนไม่ว่าจะมาจากไหน ควรคิดว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เมื่อมีสิทธิเปล่งเสียงก็ต้องพูดออกมา พูดความจริงให้ชัดว่าคนผิวสีถูกกระทำรุนแรงมากกว่าคนผิวขาวและเชื้อชาติอื่นๆ

พร้อมระบุอีกว่า เหตุการณ์เหยียดผิวและเลือกปฏิบัติกับคนผิวสีในอเมริกาเกิดขึ้นนานพอๆ กับการก่อสร้างประเทศเลยก็ว่าได้ เราไม่สามารถพูดได้อีกต่อไปว่าอเมริกาเท่าเทียม และมันไม่มีความเสมอภาคเลยด้วยซ้ำ หากจะให้เสมอภาคกันทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำผิดพลาดของตัวเอง ตำรวจต้องรับผิดชอบ นักการเมืองต้องรับผิดชอบ เราเองต้องรับผิดชอบ และคนในครอบครัวของเราต้องรับผิดชอบ

ถ้าฉันเป็นคนผิวสี ฉันเกิดและโตที่อเมริกา แน่นอนว่าฉันโกรธมาก และเชื่อว่าความเงียบไม่ใช่คำตอบที่ดี ส่วนเรื่องที่มีคนฉวยโอกาสปล้นข้าวของเครื่องใช้ในช่วงที่มีการประท้วง ฉันว่าไม่ยุติธรรมกับผู้ประท้วงจริง แต่ฉันยังเชื่อในหลักการเดียวของการสื่อสาร นั่นคือชีวิตคนผิวสีมีค่า

 

แหล่งข่าวทั้งสองคนยังกล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งตัวอย่างของความไม่เท่าเทียมคือ หลังการระบาดของ COVID-19 เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นอเมริกันผิวสีหลายรายถูกปฏิเสธจากการให้ทุนของรัฐบาลที่เรียกว่า PPP loan ขณะที่เจ้าของธุรกิจรายอื่นได้รับการช่วยเหลืออย่างง่ายดาย แต่คนผิวสีไม่มีสิทธิเข้าถึงงบประมาณจากรัฐบาลแม้แต่น้อยนิด แม้ว่ามีนักการเมืองและฝ่ายงบประมาณหลายคนที่เป็นคนผิวสีเข้าไปบริหารแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความเท่าเทียม

 

กลับขึ้นด้านบน