ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อกำหนดคลายล็อกเฟส 4 เริ่ม 15 มิ.ย.นี้

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อกำหนดคลายล็อกเฟส 4 เริ่ม 15 มิ.ย.นี้

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อกำหนดคลายล็อกเฟส 4 เริ่ม 15 มิ.ย.นี้

รูปข่าว : ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อกำหนดคลายล็อกเฟส 4 เริ่ม 15 มิ.ย.นี้

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนดผ่อนคลายการบังคับใช้บางมาตรการในการป้องกัน COVID-19 ช่วงที่ 4 ยกเลิกเคอร์ฟิว เริ่ม 23.00 น. วันที่ 14 มิ.ย. ส่วนกิจการกิจกรรม เช่น เปิดโรงเรียนขนาดเล็ก อบรม สัมมนา และให้ขายเครื่องดื่มในโรงแรม ร้านอาหาร มีผล 15 มิ.ย.นี้

วันที่ 12 มิ.ย.2563 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 10 โดยมีรายละเอียดว่า

โดยที่สมควรผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นช่วงที่ 4 ต่อเนื่องจากการผ่อนคลายที่ดำเนินการมาแล้วเป็นลำดับ ทั้งนี้ ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัว โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า การเว้นระยะห่างทางสังคม และการยอมรับระบบติดตามผ่านแอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดเป็นการทั่วไปและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

1.การยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ของวันที่ 14 มิ.ย.2563

2.การผ่อนผันการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา โดยให้โรงเรียนในระบบประเภทนานาชาติ สถาบันการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยที่มีการสอนหลักสูตรนานาชาติ โรงเรียนนอกระบบประเภทกวดวิชาตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน โรงเรียน ตชด. และโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 120 คน จัดการเรียนการสอน หรือการฝึกอบรมได้

3.การผ่อนคลายให้ดำเนินการหรือทำกิจกรรมบางอย่างได้

(1) กิจกรรมด้านเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต

ก.การจัดการประชุม อบรม การสัมมนา การจัดนิทรรศการ การจัดแสดงสินค้า การจัดเลี้ยง งานพิธี การแสดง นาฏศิลป์ ดนตรี คอนเสิร์ต หรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในโรงแรม โรงมหรสพ ห้องประชุม ศูนย์ประชุม ศูนย์แสดงสินค้า โรงภาพยนต์ หรือในสถานที่อื่น ๆ ให้สามารถดำเนินการได้

ข.การบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในภัตตาคาร สวนอาหาร โรงแรม ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มทั่วไป หรือในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและได้ผ่อนคลายให้เปิดดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว โดยงดเว้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย

ค.สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ศูนย์เด็กพิเศษ สถานดูแลผู้สูงอายุ สถานที่บริการดูแล สถานที่พำนักอาศัย หรือสถานสงเคราะห์อื่นนที่จัดสวัสดิการให้แก่เด็ก หรือผู้สูงอายุ สามารถเปิดให้บริการแบบรายวันได้

ง.ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม

จ.การถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ ให้ดำเนินการได้โดยมีจำนวนผู้แสดง ผู้ร่วมรายการและคณะทำงานถ่ายทำรวมกันไม่เกินคราวละ 150 คน และมีผู้ชมไม่เกิน 50 คน

2.กิจกรรมด้านการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพหรือสันทนาการ

ก.การอบตัว อบสมุนไพร การอบไอน้ำแบบรวมหรือการนวดบริเวณใบหน้าในสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สปา หรือสถานประกอบการนวดแผนไทย ให้ดำเนินการได้ ยกเว้นสถานประกอบการอาบอบนวด

ข.การออกกำลังกายแบบกลุ่มในสวนสาธารณะ ลานกิจกรรม พื้นที่กิจกรรมสาธารณะ หรือลานกีฬากลางแจ้ง ให้ดำเนินการได้

ค.สวนน้ำ สนามเด็กเล่น สวนสนุก ยกเว้นการใช้เครื่องเล่นในลักษณะที่เป็นการติดตั้งชั่วคราว หรือเครื่องเล่นที่มีพื้นผิวสัมผัสมาก เช่น บ้านบอล บ้านลม

ง.สนามกีฬา หรือสถานที่เพื่อการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา หรือเพื่อการเรียนการสอนในทุกประเภทกีฬา ให้เปิดดำเนินการได้ ยกเว้นสนามชนโค สนามชนไก่ สนามปลากัด หรือสนามการแข่งขันอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน ยังไม่อนุญาตให้เปิดดำเนินการได้

สถานที่ที่ได้รับการผ่อนคลายสามารถจัดให้มีการแข่งขันและถ่ายทอดโทรทัศน์ หรือถ่ายทอดผ่านสื่ออื่น ๆ ได้ แต่ต้องไม่มีผู้ชมในสนามแข่งขัน

จ.ตู้เกม เครื่องเล่นหยอดเหรียญที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ให้เปิดดำเนินการได้

4.การขนส่งสาธารณะข้ามเขตพื้นที่จังหวัด (รถโดยสารประจำทาง รถปรับอากาศ รถตู้ รถไฟ เรือ เครื่องบิน) ผู้ประกอบการต้องจัดระบบและระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งให้มีการจอดพักรถ การเว้นที่นั่ง และการจำกัดจำนวนผู้โดยสารแต่ละเที่ยวให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรค

5.การดำเนินดารตามมาตรการป้องกันโรคและการจัดระเบียบ ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ เจ้าของ หรือผู้จัดการสถานที่ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค หากพบการกระทำที่อาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค พนักงานเจ้าหน้าที่อาจให้คำแนะนำ ตักเตือน ห้ามปราม รวมทั้งเสนอให้มีคำสั่งปิดสถานที่ในความรับผิดชอบเป็นการชั่วคราวได้

6.ในกรณีที่มีปัญหาว่าสถานที่ หรือกิจกรรมใดเข้าข่ายตามที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดนี้หรือไม่ ให้หารือคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าสำนักงานประสานงานกลาง ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เป็นประธาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.2563 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 12 มิ.ย.2563
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 

กลับขึ้นด้านบน