สาวห้างร้องอัยการมีนบุรี ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 32 ล้านบาท

สาวห้างร้องอัยการมีนบุรี ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 32 ล้านบาท

สาวห้างร้องอัยการมีนบุรี ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 32 ล้านบาท

รูปข่าว : สาวห้างร้องอัยการมีนบุรี ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 32 ล้านบาท

สาวห้างถูกเรียกเก็บภาษี 32 ล้านบาท เข้ายื่นเรื่องต่อสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา มีนบุรี2 ยืนยันไม่เคยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท บีอีเอ็นซี จำกัด

วันนี้ (วันที่ 9 ก.ค.2563) ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา มีนบุรี 2 น.ส.นันทวรรณ คุ้มศิริ พร้อม ดร.เกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี ทนายความ เข้ายื่นเรื่องขอให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา พิจารณาเลื่อนคำฟ้องในวันจันทร์ ที่ 13 ก.ค.นี้ โดยขอเวลาในการรวบรวมหลักฐานเพื่อต่อสู้คดี หรือหากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมขอให้ยกฟ้อง


น.ส.นันทวรรณ ผู้ถูกกล่าวหาในคดี เปิดเผยว่า เมื่อปี 2559 ได้รับหมายเรียกจากตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ. แจ้งข้อกล่าวหาว่า"ร่วมกันโดยรู้อยู่แล้ว หรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร เป็นความผิดตามมาตรา33(1)แห่งประมวลรัษฎากร" โดยมี กรมสรรพากร เป็นโจทย์ยื่นฟ้องเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง อ้างว่าเป็นเงินจำนวน 32 ล้านบาท ซึ่งระบุว่า น.ส.นันทวรรณ มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีอีเอ็นซี จำกัด

น.ส.นันทวรรณ ชี้แจงว่า เมื่อ 4ปีที่แล้ว ขณะนั้นเพิ่งคลอดลูกคนที่ 4 จึงอยู่แต่บ้านดูแลเลี้ยงดูลูก แต่ได้ไปตามหมายเรียก และปฎิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว และไม่รู้จักบริษัทบีอีเอ็นซี จำกัด ไม่เคยนำเอกสารให้ใครเพื่อจัดตั้งบริษัทดังกล่าว


นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวถามว่า เคยนำเอกสารส่วนตัวให้ใครหรือไปยื่นสมัครงานที่ใดหรือไม่ เธอตอบว่า “ไม่แน่ใจเหมือนกัน ขอดูข้อมูลทางผู้กล่าวหาก่อน”แต่มั่นใจว่าอาจถูกสวมสิทธิ์หรือถุกปลอมแปลงเอกสาร ต่อมาเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. อีกครั้ง จึงไปตามหมายเรียกและปฎิเสธเช่นเดิม ซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีอะไรร้ายแรง ให้ยืดหลักข้อเท็จจริง จึงกลับมาใช้ชีวิตปกติโดยปัจจุบันทำงานอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า ใน จ.สมุทรปราการ

ต่อมานัดเมื่อ วันที่ 2 ก.ค.63 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ให้ใบนัดส่งตัวผู้ต้องหาให้ไปพบพนักงานอัยการ ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา มีนบุรี2 เพื่อฟังคำสั่งหรือส่งตัวฟ้องศาล ในวันที่13 ก.ค.นี้ และบอกว่าอาจต้องเตรียมเงินเพื่อประกันตัว 200,000 บาท หากไม่มีเงินประกันตัวอาจถูกจำคุกเพราะเป็นคดีทางเศรษฐกิจ และค่อนข้างร้ายแรง ซึ่งเธอและครอบครัวมองว่าไม่เป็นธรรม เพราะคดีนี้เธอมั่นใจว่าเป็นแพะ อีกอย่างรายได้ของเธอ เป็นพนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ รายได้ประมาณ 320 บาทต่อวัน คงไม่มีเงินประกันตัวอย่างแน่นอน ที่ผ่านมาจึงได้นำเอกสาร หลักฐาน ขอความช่วยเหลือผ่านสื่อ และดร.เกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี ทนายความ โดยยืนยันในความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง


ด้านนายเกรียงศักดิ์ ทนายความกล่าวว่า วันนี้มายื่นเรื่อง และชี้แจงข้อเท็จจริงเบื้องต้นต่อพนักงานอัยการ โดยขอให้อัยการพิจารณาเลื่อนการนัดส่งตัวไปก่อน แม้จะกระชั้นชิดเหลือเวลาอีก2วันทำการก็ตาม เบื้องต้นได้ตรวจสอบบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนและตั้งอยู่ที่ จ.นครสวรรค์ ดำเนินกิจการเกี่ยวกับ ขายส่งหนังสือพิมพ์ และเครื่องเขียน และไม่พบชื่อของ น.ส.นันทวรรณ เป็นกรรมการบริษัทแต่อย่างใด แต่อย่างไร จะต้องไปตรวจสอบอีกครั้ง และขอดูหลักฐานของผู้กล่าวหา

นอกจากนี้ทีมข่าวไทยพีบีเอส ได้สอบถามไปยังเจ้าของคดีนี้ โดยระบุว่า ตัวเลขที่กรมสรรพากรที่ฟ้อง ไม่ถึง32ล้านบาท จะอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านกว่าบาท แต่กรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ.ยืนยันดำเนินการไปตามหน้าที่ โดยขอให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน เพราะอีกฝ่ายได้ยืนยันตามข้อมูลหลักฐานเอกสาร ส่วนอีกฝ่ายปฎิเสธข้อกล่าวหา นอกจากนี้ทีมข่าวเช็คข้อมูลไปยังกรมสรรพากร เบื้องต้นบอกว่า ข้อมูลต่างๆที่ฟ้องร้อง เป็นข้อมูลความลับ ยังเปิดเผยไม่ได้ในวันนี้

 

กลับขึ้นด้านบน