กลุ่มเกษตรกร จ.พิษณุโลก ร่วมกันถกปัญหา CPTPP

กลุ่มเกษตรกร จ.พิษณุโลก ร่วมกันถกปัญหา CPTPP

กลุ่มเกษตรกร จ.พิษณุโลก ร่วมกันถกปัญหา CPTPP

รูปข่าว : กลุ่มเกษตรกร จ.พิษณุโลก ร่วมกันถกปัญหา CPTPP

กลุ่มเครือข่ายเขียนอนาคตประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิคนเพียงไพร ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาเพื่อ ถก-แถลง CPTPP เพื่อปกป้องประเทศไทย โดยมีกลุ่มแกนนำเกษตรกรองค์กรต่าง ๆ จาก จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก เข้าร่วมแสดงความเห็น

วันนี้ (10 ก.ค.2563) เวลา 10.00–12.00 น. ที่ศูนย์เสริมสร้างองค์กรชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (มูลนิธิคนเพียงไพร) ต.จอมทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก กลุ่มเครือข่ายเขียนอนาคตประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิคนเพียงไพร โดยการนำของ นายประสิทธ์ชัย หนูนวล เครือข่ายเขียนอนาคตประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาเพื่อ ถก-แถลง CPTPP เพื่อปกป้องประเทศไทย โดยมีกลุ่มแกนนำเกษตรกรองค์กรต่าง ๆ จาก จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก เข้าร่วมแสดงความเห็นและรับทราบถึงที่มาที่ไปของลงนามใน CPTPP จำนวน 30 คน

 

สำหรับ CPTPP หรือ Comprehensive and Progressive Aqreement of Trans-Pacific Partnership คือ ความตกลงที่ครอบคลุม และก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก โดยเป็นความตกลงการค้าเสรี ที่ครอบคลุมในเรื่องการค้า การบริการ และ การลงทุน เพื่อสร้างมาตรฐาน และกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งในประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาล และนักลงทุน

 

แต่ข้อตกลงดังกล่าว จะส่งผลต่อผู้ค้ารายย่อย และผู้บริโภค กระทบเรื่องใกล้ตัวทั้งเรื่อง เมล็ดพันธุ์พืช ยาเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง ฯ แต่ประโยชน์ที่เราได้นั้นมีแค่ตลาดการค้ากับประเทศแคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งมีมูลค่าทางการค้า การตลาด เพียงไม่กี่หมื่นล้านบาท แต่สิ่งเราต้องเสียไปนั้นมากมายกว่ามาก

 

นายประสิทธ์ชัย หนูนวล เครือข่ายเขียนอนาคตประเทศไทย ระบุว่า จากการรวมตัวพูดคุยกันในกลุ่มเครือข่ายทั่วประเทศไทย โดยเดินสายพูดคุยกับเกษตรกรทั้งภาคใต้ เหนือ มาจนวันนี้อยู่ที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งเมื่อชั่งน้ำหนักข้อดี และข้อเสียแล้ว มันไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศไทย ตัดสินใจเข้าร่วมง่ายๆ อาทิ เรื่องของยารักษาโรค บริษัทต่างชาติจะเข้ามามีอำนาจ มีอิทธิพล เข้ามาสู่วงการยาไทยมากขึ้น ส่วนเรื่องเมล็ดพันธุ์พืช เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ต่อไปเราจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อไม่ได้ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งหมดคือ ความมั่นคงทางอาหารที่เราจะสูญเสียไป เมื่อเทียบผลสัมฤทธิ์แล้วว่า เทียบกันไม่ได้เลยกับผลดีที่เราจะได้ ทุกเวทีที่เราไปเราตกลงกันแล้วว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลเดินหน้าทำ CPTPP ต่อไป

 

ซึ่งมี 6 ข้อ ที่กลุ่มเสวนาในวันนี้ มีความเป็นห่วงหากประเทศไทยเข้าร่วม CPTPP คือ 1.การเปิดให้นำเข้าเครื่องมือแพทย์มือสอง ที่อาจมีการปนเปื้อนสารเคมี และเกิดขยะอิเลคทรอนิคส์ในไทยมากขึ้น 2.การเข้ามาของพืชที่ดัดแปลงพันธุกรรม 3.ยาสมุนไพรไม่สามารถส่งออกได้ เพราะไม่สามารถขึ้นทะเบียนในประเทศปลายทางได้

4.ประเทศคู่ภาคีสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก และรู้ถึงสถานการณ์ในไทยได้หมด 5.การคุ้มครองสุขภาพ เช่น การควบคุมโฆษณา คำเตือนบน ฉลากยา ผลิตภัณฑ์อาหาร จะกระทำไม่ได้ 6.การผูกขาดทั้งพันธุ์พืช ผลผลิต ผลิตภัณฑ์จากผลผลิต ทำให้เกษตรกรต้องแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับเจ้าของพันธุ์ และยังมีอีกหลายเรื่องที่จะส่งผลกระทบ และผลเสียต่อคนไทยหากมีการเข้าร่วม CPTPP

 

นายอนันต์ วิลัยฤทธิ์ เกษตรกรจากบ้านชมพู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ที่ได้เดินทางมาร่วมเวทีถก-แถลงในครั้งนี้ กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับฟังแล้ว ทำให้ทราบว่าสัญญา CPTPP หากไทยเราเข้าร่วมแล้ว เราจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เราสูญเสียอะไร ซึ่งผลเสียนั้นมีมากมาย แม้แต่เมล็ดพันธุ์ที่เราถือว่า มันเป็นของเราที่ได้จากธรรมชาติ แต่กลับมีความต้องการของคนบางกลุ่ม บางพวก ที่จะเอาไปไว้เป็นสิทธิประโยชน์ของตัวเอง มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ต่อไปเราจะไม่สามารถที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ใช้เองได้ เคยใช้ชีวิตทำนามาตลอด 40 ปี ต่อไปเราคงต้องซื้อเมล็ดพันธุ์มาทำนาปลูกข้าวกันเอง เพราะไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้

 

ถก-แถลงถึงปัญหาของการเข้าร่วมในกลุ่ม CPTPP แนวทางของกลุ่มผู้ร่วมทุกคน ต้องการให้รัฐบาลทบทวนการเข้าร่วม และลงนาม เพราะไม่ได้เกิดผลดีต่อประเทศไทย มีแต่ผลกระทบที่จะตามมา ที่ส่งผลต่อคนไทยทุกคน ไม่เฉพาะแต่ตัวของเกษตรกรเอง

กลับขึ้นด้านบน