แล้งสุดรอบ 10 ปี "เขื่อนสิริกิติ์" เหลือน้ำใช้การเพียง 6%

แล้งสุดรอบ 10 ปี "เขื่อนสิริกิติ์" เหลือน้ำใช้การเพียง 6%

แล้งสุดรอบ 10 ปี "เขื่อนสิริกิติ์" เหลือน้ำใช้การเพียง 6%

รูปข่าว : แล้งสุดรอบ 10 ปี "เขื่อนสิริกิติ์" เหลือน้ำใช้การเพียง 6%

เขื่อนสิริกิติ์แล้งที่สุดในรอบ 10 ปี วันนี้ (25 ก.ค.) เหลือน้ำใช้การเพียง 402 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำช่วยการเกษตรได้อีกประมาณ 30 วัน ก่อนฝนตกชุกในเดือน ส.ค.นี้

วันนี้ (25 ก.ค.2563) นายพงษ์เทพ จันทร์ปุ่ม ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ กล่าวว่า ภัยแล้งตั้งแต่ต้น 2563 และฝนที่ตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 5 ส่งผลให้ระะดับน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ลดลงมากกว่าปีที่ผ่านมา

ปีนี้มีน้ำในเขื่อนเหลือเพียง 3,252 ล้านลูกบาศเมตร จากความจุอ่างทั้งหมด 9,510 ล้านลูกบาศเมตร ซึ่งมีน้ำใช้การได้เพียงแค่ 402 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 6% สามารถรับน้ำได้อีก 6,257 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 65.80%

โดยมีการระบายน้ำวันละ 12 ล้านลูกบาศเมตร ขณะที่น้ำท่าไหลเข้าเขื่อนไม่มากนัก ซึ่งปัจจุบันสามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรได้อีกประมาณ 30 วัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากแล้ง ก่อนฝนจะเริ่มตกมากขึ้นในเดือน ส.ค.

 

โดยปี 2563 เป็นปีที่แล้งที่สุดในรอบ 10 ปี และแล้งกว่าปี 2559 ที่เคยแล้งหนัก ส่วนความต่างของระดับน้ำปี 2562 กับปี 2563 ในช่วงเวลาเดียวกันเดือน ม.ค.ขอบรอยน้ำปี 2562 ต่างจากปี2563 อยู่ 13 เมตร

ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ กล่าวอีกว่า ระยะนี้เป็นช่วงที่น้ำในเขื่อนต่ำที่สุด และคาดว่าน้ำจะเพิ่มขึ้นในช่วง ส.ค. รวมถึงจะมีพายุพัดเข้ามา 1-2 ลูก ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งได้บ้าง

ส่วนพื้นที่การเกษตรโดยรวมที่เป็นพื้นที่รับประโยชน์ ท้ายเขื่อนสิริกิติ์มีประมาณ 2 ล้านไร่ในหลายจังหวัด เช่น พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ซึ่งหลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เนื่องจากฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย แต่อย่างไรก็ตามยังมีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ

 

 

กลับขึ้นด้านบน