เร่งทำคดี 18+63 คลินิก ทุจริตบัตรทอง จ่อสอบย้อนหลัง 10 ปี

เร่งทำคดี 18+63 คลินิก ทุจริตบัตรทอง จ่อสอบย้อนหลัง 10 ปี

เร่งทำคดี 18+63 คลินิก ทุจริตบัตรทอง จ่อสอบย้อนหลัง 10 ปี

รูปข่าว : เร่งทำคดี 18+63 คลินิก ทุจริตบัตรทอง จ่อสอบย้อนหลัง 10 ปี

สปสช.-สบส.-DSI-กองปราบฯ บูรณาการ เดินหน้าดำเนินการเอาผิด 18 และ 63 หน่วยบริการ ตรวจพบทุจริต “งบบัตรทอง” ระดมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารกว่า 7 แสนฉบับ ไม่มีวันหยุด จ่อขยายผลคลินิกทั่วกรุงเทพ-ปริมณฑล

วันนี้ (26 ก.ค.2563) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมการดำเนินการด้านคดีกรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขอันเป็นเท็จ โดยมีตัวแทนจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบังคับการปราบปราม เข้าร่วมหารือถึงการดำเนินการกับ 18 และ 63 คลินิกที่มีการทุจริตงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)

นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า หลังจาก สปสช. ตรวจสอบกรณีของ 18 คลินิก และตรวจพบทุจริตอีก 63 แห่ง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในกระบวนการตรวจสอบมาก เนื่องจากมีเอกสารที่เกี่ยวข้องมากกว่า 7 แสนฉบับ โดย สปสช. จะนำเอกสารหลักฐานดังกล่าวยื่นต่อกองบังคับการปราบปรามและ DSI ต่อไป

ล่าสุดตรวจสอบเอกสารกว่า 2 แสนฉบับของคลินิก 18 แห่งเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารของ 63 คลินิก เพิ่มเติมกว่า 5 แสนฉบับ ซึ่งการประชุมในวันนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อขยายผลการตรวจสอบข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมให้แน่นหนายิ่งขึ้น

นพ.การุณย์กล่าวว่า ส่วนของการดำเนินการกับ 18 และ 63 คลินิกเสร็จสิ้นแล้ว ทางหน่วยงานยังได้มีมติให้ดำเนินการเท่าเทียม โดยขยายผลการตรวจสอบไปยังคลินิกทุกแห่งในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นจะเป็นการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี และขยายการตรวจสอบไปยังพื้นที่ปริมณฑลต่อไป เป็นการปูพรมโดยไม่มีการละเว้นใคร

ด้าน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ DSI กล่าวว่า การบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ในการตรวจสอบการทุจริตครั้งนี้ จะเป็นการดำเนินการในส่วนคดีอาญา ยังไม่นับความเสียหายทางแพ่ง และความผิดทางวิชาชีพ ที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่เนื่องจากมีเอกสารหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก แต่ละหน่วยงานจึงได้มาแบ่งหน้าที่ร่วมกัน

เรามาเร่งรัดการดำเนินการในทางคดีอาญา และพิจารณาว่ามีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ต้องมีอะไรเพิ่มเติม เพื่อออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เนื่องจากเป็นการฉ้อโกงซ้ำๆ หลายครั้ง จึงจะมีเรื่องของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.การฟอกเงิน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

นางจันฑนา จินดาถาวรกิจ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สบส. กล่าวว่า สปสช.ได้เพิกถอนการเป็นหน่วยบริการคลินิกทั้ง 18 แห่ง ไปแล้ว ทาง สบส.จึงเข้ามาดำเนินการในฐานะหน่วยงานดูแลกำกับ ซึ่งทั้ง 18 แห่งมีกำหนดระยะเวลา 15 วันที่จะต้องแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งจะครบในวันที่ 30 ก.ค.นี้ หากแก้ไขไม่เสร็จก็จะต้องปิดชั่วคราว

นางจันฑนากล่าวว่า สบส.จะดำเนินการทั้งในด้านมาตรฐานสถานพยาบาล และมาตรฐานวิชาชีพ ในส่วนของผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นแพทย์ หากมีความผิดก็ต้องส่งเรื่องดำเนินการไปยังแพทยสภา หรือในส่วนของห้องปฏิบัติการ (Lab) มีความเกี่ยวข้อง ก็จะมีการส่งไปยังสภาเทคนิคการแพทย์ ที่ดูแลเรื่องมาตรฐานอยู่ด้วยเช่นกัน

พ.ต.ท.ภิรมย์ เมืองไสย รองผกก.1 ป. กล่าวว่า หลังจากที่ทางกองปราบฯ ได้รับการร้องทุกข์แล้ว ในด้านคดีเห็นว่ามีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก จึงอยู่ระหว่างการตั้งคณะพนักงานสอบสวน และรวบรวมหลายหน่วยเข้ามาร่วมทำการสอบสวนเพื่อให้คดีรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในชั้นนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารร่วมกับ สปสช.

สปสช.จะคัดมาให้เราว่า ประชาชนหรือผู้ที่ถูกแอบอ้างชื่อแต่ละคลินิกมีกี่ราย ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะเรียกแต่ละรายมาสอบปากคำ เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ไปใช้บริการจริง เป็นการทำเอกสารเท็จ มาประกอบกับข้อกล่าวหา ว่าเป็นการฉ้อโกงอย่างไร

พ.ต.ท.ภิรมย์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของพยานหลักฐานด้านอื่นๆ เบื้องต้นทาง DSI จะรับไปติดตามตรวจสอบ ซึ่งการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในวันนี้ จะช่วยแบ่งเบาพนักงานสอบสวนได้มาก และทำให้คดีมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

กลับขึ้นด้านบน