“วีรชัย” ร้องสอบแพทย์ให้ความเห็นปมโคเคน “บอส”

“วีรชัย” ร้องสอบแพทย์ให้ความเห็นปมโคเคน “บอส”

“วีรชัย” ร้องสอบแพทย์ให้ความเห็นปมโคเคน “บอส”

รูปข่าว : “วีรชัย” ร้องสอบแพทย์ให้ความเห็นปมโคเคน “บอส”

อาจารย์ภาควิชาเคมี ม.เกษตรศาสตร์ เรียกร้องแพทยสภาตรวจสอบกรณีแพทย์ให้ความเห็นการกินยาปฏิชีวนะ “อะม็อกซี่ซิลลิน” แล้วทำปฏิกิริยาคล้ายเสพโคเคน ด้านคณะทำงานอัยการฯ ข้องใจปมไม่ฟ้องคดีเสพยาเสพติด ชง อสส. จี้ตำรวจตรวจข้อเท็จจริง

วันนี้ (4 ส.ค.2563) คณะทำงานตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส โดยนายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา ได้กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจไม่ดำเนินคดีนายวรยุทธ ทั้งที่ผลตรวจเลือดมีสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการเสพโคเคน ว่า ในสำนวนของตำรวจ ผลการตรวจเลือดของนายวรยุทธพบสารหลายชนิด แต่มีสารที่น่าสนใจ 2 ชนิด คือ 1.เบนโซอิลเอคโกไนน์ (Benzoylecgonine) และ 2.โคคาเอธทีลีน (Cocaethylene)

สำหรับ เบนโซอิลเอคโกไนน์ ไม่ใช่สารเสพติด แต่เป็นสารที่พบในร่างกาย เมื่อร่างกายทำปฏิกิริยากับโคเคน ส่วน โคคาเอธทีลีน ไม่ใช่ยาเสพติดเช่นกัน แต่จะพบในร่างกายเมื่อร่างกายทำปฏิกิริยากับโคเคนร่วมกับแอลกอฮอล์ ดังนั้นแพทย์จึงให้ความเห็นว่า สารทั้ง 2 ชนิดไม่ใช่สารเสพติด

ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ไปสอบสวนต่อว่า จะสามารถยืนยันได้หรือไม่ ว่าพบสารทั้ง 2 ชนิดในร่างกาย เนื่องมาจากการเสพโคเคน

นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม ให้ความเห็นว่าสารทั้ง 2 ชนิด ยืนยันไม่ได้ 100 % ว่าเป็นผลมาจากการเสพโคเคน แต่อาจเป็นผลบวกลวง ซึ่งอาจเกิดจากการตรวจที่ผิดพลาดหรือการเสพสารบางประเภท เช่น ยาอะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ

จากนั้นพนักงานสอบสวนได้ไปสอบถามทันตแพทย์ที่ให้การรักษานายวรยุทธก่อนประสบอุบัติเหตุ ซึ่งทันตแพทย์ระบุว่า ได้ให้ยาอะม็อกซี่ซิลลินนายวรยุทธ ก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุจริง ทั้งหมดนี้จึงคาดว่า เป็นเหตุผลที่ตำรวจไม่ดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติด

ซึ่งคณะทำงานฯ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ดุลยพินิจดังกล่าว เพราะตำรวจต้องไปสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่าการที่พบสาร 2 ชนิดนี้เป็นผลจากการกินยาปฏิชีวนะหรือการเสพโคเคนกันแน่

รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ยืนยันว่า การที่ตรวจพบเบนโซอิลเอคโกไนน์ เป็นการยืนยันว่าร่างกายได้รับโคเคนมาอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเหมือนกับการที่เราตรวจพบน้ำตาลในเลือด ซึ่งเท่ากับว่าร่างกายได้รับแป้งเข้ามา จะเกิดจากสาเหตุอื่นไม่ได้

มันเป็นเมตาบอลิซึมจากโคเคนล้านเปอร์เซ็นต์ การตรวจเจอเบนโซอิลเอคโกไนน์เป็นผลจากโคเคน ยิ่งพบโคคาเอธทีลีน ซึ่งเกิดจากโคเคนร่วมกับแอลกอฮอล์ ยิ่งใช่ เพราะส่วนใหญ่นิยมเสพกันแบบนี้

รศ.วีรชัย กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้คนในวงการวิชาการ คำนึงถึงจริยธรรมในวิชาการ ต้องออกมาตรวจสอบผู้ให้ข้อมูลให้ชัดเจน อย่าปล่อยให้มีการใช้ข้อมูลแบบศรีธนญชัย ไม่อย่างนั้นจะทำให้สังคมมีความเข้าใจคาดเคลื่อน เช่น คนไม่กล้ากินยาฆ่าเชื้อ (อะม็อกซี่ซิลลิน) เพราะกินแล้วมีผลทางเคมีเหมือนกับเสพโคเคน เพราะอาจทำให้ตำรวจดำเนินคดีได้ ซึ่งประเด็นนี้มีแพทย์เป็นผู้ให้ความเห็น จึงเรียกร้องให้แพทยสภาตรวจสอบเพื่อให้แพทย์ที่ให้ข้อมูลออกมารับผิดชอบ เพราะคดีนี้ไม่ใช่แค่ความเสียหายในกระบวนการยุติธรรม แต่ส่งผลต่อความเชื่อถือของประเทศ

ทั้งนี้ ไทยพีบีเอส ได้โทรศัพท์ไปยังห้องปฏิบัติการนิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล เพื่อขอสัมภาษณ์ นพ.วิชาญ ถึงกรณีที่อัยการแถลงข่าวว่า มีความเห็นของ นพ.วิชาญ ที่ระบุว่า การที่ผลเลือดพบสาร 2 ชนิด นอกจากจะเป็นปฏิกิริยาจากการเสพโคเคน อาจมาจากการกินยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบกลับในขณะนี้

กลับขึ้นด้านบน