“คดีบอส อยู่วิทยา” ถึงเวลาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

“คดีบอส อยู่วิทยา” ถึงเวลาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

“คดีบอส อยู่วิทยา” ถึงเวลาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

รูปข่าว : “คดีบอส อยู่วิทยา” ถึงเวลาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

จากคดี"บอส อยู่วิทยา" ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ตำรวจไม่โต้แย้ง เป็นที่โจษขานในสังคม สร้างความคลางแคลงใจ เสื่อมศรัทธา ต่อระบบยุติธรรมของไทย จนเกิดกระแสเรียกร้องให้มี "การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม”

ถึงแม้ที่ผ่านมา การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จะมีการศึกษาจากคณะกรรมการหลายต่อหลายคณะ ทั้งการปฎิรูปโครงสร้างระบบยุติธรรมในภาพรวมหรือ มองแยกย่อย ไปในเรื่องที่เกี่ยวข้อง อย่างปฏิรูปนิติวิทยาศาสตร์ หรือปฏิรูปตำรวจ

แต่ผลการศึกษาเหล่านั้น ก็ยังถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก เพราะได้รับแจ้งว่า ยังไม่ถึงเวลา หรือไม่ได้รับสัญญาณให้เดินหน้าจากรัฐบาล

ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ คณะกรรมการทุกชุด ต่างเห็นตรงกันว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากระบบ โดยเฉพาะในส่วนที่กฎหมายให้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจ

เรื่องดังกล่าว ได้รับการยอมรับ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม

ทุกวันนี้ งงมาก ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย หวงอำนาจ ทั้งที่ศึกษาไว้หมดแล้ว แต่ไม่มีการนำมาใช้ ตอนนี้วงการตำรวจ ระบบยุติธรรมเละหมดแล้ว

ผมภาวนาให้คดีของบอส อยู่วิทยา เป็นตัวเร่งให้มีการขับเคลื่อนปฏิรูปตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม ทั้ง 2 เรื่องได้จัดทำรายงานเสนอต่อรัฐบาล 1-2 ปีไปแล้ว

ความจริงหากจะดำเนินการสมัยนี้ไม่น่าจะยาก เพราะนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อยู่แล้ว เพียงแค่ส่งเรื่องให้ สตช.ออกเป็นระเบียบให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฎิบัติ ทุกอย่างก็เรียบร้อย”

แนวทางที่คณะกรรมการปฎิรูปฯ เสนอ และทำได้ขณะนี้คือเข้าไปถ่วงดุลการใช้อำนาจ ในการทำหน้าที่ร่วมกับพนักงานสอบสวน ทั้งในส่วนของนิติวิทยาศาสตร์ และอัยการ

ซึ่ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ วุฒิสมาชิก อดีตผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ เป็นอดีตคณะกรรมการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม อธิบายว่า กฎหมายปัจจุบันให้อำนาจพนักงานสอบสวน ในการส่งหลักฐานและทำสำนวนให้อัยการส่งฟ้อง

ถ้าเจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานมา 10 แต่ส่งฟ้องแค่ 3 ก็ทำอะไรไม่ได้ เว้นแต่ถ้าอัยการติดตาม รู้เรื่อง ถึงจะสั่งให้สอบเพิ่มเติมได้ แต่ก็มีอีกหลายครั้งที่สุดท้าย ส่งมาให้อัยการไม่ทันตามเวลาที่กำหนด

ตรงนี้ ต้องแก้ ซึ่งเราเสนอไว้ในการปฎิรูปนิติวิทยาศาสตร์ ให้เจ้าหน้าที่ชำนาญการด้านนิติวิทยาศาสตร์ เข้ามีส่วนร่วมตั้งแต่เก็บพยานหลักฐานที่เกิดเหตุทั้งหมด อย่างคดีบอส ต้องร่วมไปถึงการชันสูตรศพ การตรวจวัดแอลกฮอล์ผู้กระทำผิด รวมถึงเรื่องความเร็วของรถยนต์

คดีบอสเหมือนภูเขาน้ำแข็งมันละลาย ทำให้เห็นซากข้างใต้ที่ซ่อนไว้ ที่สำคัญบอกได้เลยว่า ตราบใดที่ยังไม่แก้ปัญหาเรื่องอิทธิพลของผู้มีเงิน หรือแม้แต่การตั้งกรรมาธิการจากคนที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความตั้งใจ การปฏิรูปไม่มีทางสำเร็จ

และจากประสบการณ์ที่เคยเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และ กรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และการตำรวจ. ของ สว. ซึ่งภายหลังได้ลาออกมาแล้ว เชื่อว่าการปฎิรูปกระบวนยุติธรรม ขับเคลื่อนได้ยาก เพราะมีอุปสรรคมาก

ทั้งการถูกสกัดกั้นจากหน่วยงานถูกปฏิรูปอย่างตำรวจ หรือ การที่รัฐบาลมอบหมายให้สภาพัฒน์ เป็นหน่วยที่ติดตามการปฏิรูป ซึ่งไม่ได้ชี้วัดที่ผลสัมฤทธิ์ แต่กลับชี้วัดเรื่องการใช้งบประมาณ

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่มาถึงวันนี้ได้ เหมือนธรรมะจัดสรร คือ นายกฯรับปากไว้แล้วว่าจะทำในเรื่องปฎิรูปตำรวจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าว

งานนี้ คงต้องรอดู ท่าทีของรัฐบาลว่า สุดท้ายจะใช้กลไกอย่างคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ชุดล่าสุด ที่มีนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อดีตอัยการสูงสุดเป็นประธาน ในการขับเคลื่อนปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

 

กลับขึ้นด้านบน