เปิดสถิติความรุนแรงในครอบครัว "แม่ - เมีย" ถูกทำร้ายสูงขึ้น

เปิดสถิติความรุนแรงในครอบครัว "แม่ - เมีย" ถูกทำร้ายสูงขึ้น

เปิดสถิติความรุนแรงในครอบครัว "แม่ - เมีย" ถูกทำร้ายสูงขึ้น

รูปข่าว : เปิดสถิติความรุนแรงในครอบครัว "แม่ - เมีย" ถูกทำร้ายสูงขึ้น

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สสส. เปิดผลสำรวจความรุนแรงในครอบครัวครึ่งปี 2563 จากข่าว 350 ข่าว แยกเป็นสามีกระทำภรรยาสูงถึง 65 ข่าว หรือ 62.5% ชี้เมื่อมีการทำร้ายร่างกายครั้งแรก มักจะมีครั้งต่อไป ขอคนถูกทำร้ายขอคำปรึกษา เพื่อให้หน่วยงานเข้าช่วยเหลือ

วันนี้​ (10 ส.ค.2563)​ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล​ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ​ (สสส.)​ จัดเสวนา​ "แม่... ภาระที่แบกรับซ้ำยังถูกทำร้าย" เพื่อร่วมรณรงค์ยุติปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัวเนื่องในวันแม่แห่งชาติ

น.ส.จรีย์​ ศรีสวัสดิ์​ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย​ มูลนิธิชายหญิงก้าวไกล​ เปิดเผยว่า​ มูลนิธิฯ​ สำรวจสถิติความรุนแรงในครอบครัวรอบครึ่งปี​ 2563​ โดยรวบรวมจากหนังสือพิมพ์​ 10 ฉบับ​ ตั้งแต่เดือน​ ม.ค.​ -​ มิ.ย. 63 พบว่า​ มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง​ 350 ข่าว

แบ่งตามประเภทข่าวความรุนแรง​ เป็นข่าวการฆ่ากันตาย​ 201 ข่าว​ คิดเป็นร้อยละ​ 57.4 รองลงมา​ คือ​ ข่าวการทำร้ายกัน​ 51​ ข่าว​ คิดเป็นร้อยละ​ 14.6 ข่าวการฆ่าตัวตาย​ 38​ ข่าว​ คิดเป็นร้อยละ​ 10.9 และข่าวความรุนแรงทางเพศของบุคคลในครอบครัว​ 31​ ข่าว​ คิดเป็นร้อยละ​ 8.9 สุดท้ายคือ​ ข่าวการตั้งครรภ์ไม่พร้อม​ 10 ข่าว​ คิดเป็นร้อยละ​ 2.9

เนื่องจากแหล่งข้อมูลเก็บสถิติมาจากหนังสือพิมพ์ จึงทำให้พบสถิติการฆ่ากันมากที่สุด แต่เมื่อตรวจสอบจะพบว่า นอกจากความรุนแรงของการกระทำแล้ว ยังเห็นรูปแบบของการใช้ความรุนแรงได้อย่างชัดเจน หลังเก็บสถิติต่อเนื่องมาหลายปี 

เมื่อเปรียบเทียบข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในรอบครึ่งปี​ 2563​ เทียบกับปี​ 2559 พบว่า​ สูงขึ้นถึงร้อยละ​ 50​ และสูงขึ้นกว่า​ปี​ 2561​ ร้อยละ​ 12​ โดยในครึ่งปี​ 2563​ ข่าวอันดับ​ 1​ ยังเป็นข่าวการฆ่ากันในครอบครัว​ เป็นสามีกระทำต่อภรรยาสูงถึง​ 65​ ข่าว​ โดยมีมูลจากหลายปัจจัย​ ทั้งหึงหวง​ ระแวงว่าจะนอกใจ​ ปัญหาเรื่องทรัพย์สิน​ ขัดแย่งเรื่องเงิน​ ปัญหาธุรกิจ​ ความเครียด​ เมาเหล้า​

 


ส่วนภรรยากระทำต่อสามี 9 ข่าว มีมูลเหตุมาจากถูกสามีทำร้ายร่างกายก่อน  ปัญหาความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังพบข่าวความรุนแรงทางเพศของบุคคลในครอบครัวสูงถึง 31 ข่าว แบ่งเป็นข่าวการข่มขืนโดยบุคคลในครอบครัวสูงถึง 30 ข่าว และข่าวการอนาจารโดยบุคคลในครอบครัว 1 ข่าว

คนที่ถูกทำร้ายโดยเฉพาะคนเป็นแม่นั้นส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอะไรไม่ดี ไม่ได้ทำกับข้าวไม่อร่อย ดูแลบ้านผิดพลาด แต่กลับได้รับความรุนแรงกลับมา

 

เมื่อถูกทำร้าย ต้องทำอย่างไร?

น.ส.จรีย์​ ระบุว่า ผู้ที่ถูกทำร้ายเมื่อได้รับบาดเจ็บก็ตัดสินใจเข้าแจ้งความ แต่บางครั้งตำรวจอาจจะไม่รับแจ้ง โดยให้กลับไปไกล่เกลี่ย พร้อมบอกว่าเป็นเรื่องในครอบครัว เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ ผู้ที่ถูกทำร้ายสามารถมองหาหน่วยงานอื่นเข้ามาให้ความช่วยเหลือได้ ทั้งหน่วยงานรัฐหรือมูลนิธิต่างๆ อย่างมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือ

การถูกทำร้ายร่างกาย ถ้ามีครั้งแรก จะมีครั้งต่อไปตามมาเสมอ ดังนั้น ขอให้อย่าทนและกล้าที่จะออกมาต่อสู้ เพื่อตัวเอง

สำหรับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลจะให้คำปรึกษาผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งทางโทรศัพท์ 02-513-2889 หรือเดินทางมาขอรับคำปรึกษาที่มูลนิธิฯ รวมถึงการขอคำปรึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ เพจ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เมื่อมีผู้ร้องเรียนเข้ามามูลนิธิฯ จะมีการช่วยเหลือโดยประเมินและจัดระดับความเสี่ยง หากเสี่ยงต่ำเจ้าหน้าที่จะรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษา หากความเสี่ยงระดับกลาง อาจส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเข้าพื้นที่เพื่อดูแล และระดับเสี่ยงสูงเจ้าหน้าที่จะดึงสหวิชาชีพเข้ามาให้การช่วยเหลือด้วยกันต่อไป


นอกจากนี้ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ยังมีการทำงานโดยลงพื้นที่ทำงานกับชุมนุม อบรมและให้ข้อมูลกับแกนนำชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจว่า "ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่เป็นเรื่องส่วนรวม" เมื่อแกนนำในชุมชนมีความเข้าใจในส่วนนี้ จะเริ่มสังเกตความผิดปกติในชุมชนทั้งจากสภาพแวดล้อม เสียงการทะเลาเบาะแว้ง รวมถึงร่องรอยบาดแผลที่ถูกทำร้าย และจะสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที เบื้องต้น นำร่องในพื้นที่ สมุทรปราการ อำนาจเจิรฐ ชุมพร และเครือข่ายแรงงานในปริมณฑลบางพื้นที่ 

กลไกสังคมต้องไม่เพิกเฉยต่อความรุนแรงในครอบครัว ที่สำคัญคือ ภาครัฐต้องสนับสนุนผู้ถูกทำร้ายในด้านเศรษฐกิจด้วย เพื่อไม่ให้เงินมาเป็นปัจจัยที่ต้องอดทนจนตัดทางเลือกในการสู้เพื่อออกมาจากความรุนแรงไป

แม่ - เมีย เล่าเรื่องจริงถูกทำร้ายแต่ต้องแบกรับ

น.ส.เอ พนักงานโรงงาน อายุ 47 ปี แต่งงานและอยู่กับสามีมา 16 ปี โดยมีลูกด้วยกัน 2 คน เล่าว่า ก่อนแต่งงานสามีเป็นคนดีมาก แต่เมื่อตกงานแล้วกลับบ้านเกิดไป ถูกเพื่อนชักชวนให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนต้องเมาทุกวัน น.ส.เอ จึงตัดสินใจอุ้มท้องลูกมาทำงานที่กรุงเทพฯ สมัครเป็นพนักงานโรงงาน


เมื่อมาอยู่แล้ว สามีก็ได้งานเป็น รปภ.ที่บริษัทแห่งหนึ่ง แต่ยังติดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมา เมื่อไม่มีสติก็เริ่มต่อว่าและใช้ความรุนแรง ทำลายข้าวของ ทำร้ายภรรยาจนถึงขั้นเลือดตกยางออก โดยเฉพาะช่วง COVID-19 ที่สถานะการเงินที่บ้านย้ำแย่ โรงงานไม่มีโอทีให้ ทำให้ถูกบังคับไปกู้เงิน หรือยืมเพื่อน ถ้าไม่ได้เงินมาก็จะถูกทำร้าย แต่ น.ส.เอ ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ทนเพราะลูก

เราไม่มีเงิน ยิ่งช่วง COVID-19 ข้าวบูดยังต้องเอาไปล้างมาต้มเกลือกิน ลูกชวนหนีก็ไปไม่ได้ บอกว่า ไม่มีเงินแม้แต่จะเช่าห้องใหม่อยู่ ทำได้แค่ทน เคยคิดจะฆ่าตัวตาย แต่เพราะคิดถึงลูกก็ทำไม่ลง 

ทั้งนี้ น.ส.เอ ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เครือข่ายแรงงานของมูลนิธิฯ จนเจ้าหน้าที่ทราบเรื่อง และได้เข้าไปช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว

เช่นเดียวกับ น.ส.ยุ้ย ซึ่งมีสามีเป็นชาวต่างชาติ ย้ายกลับมาจากประเทศเยอรมนีทั้งครอบครัว พร้อมลูก 8 ขวบ 1 คน เนื่องจากผลกระทบ COVID-19 ทำให้แผนการเปิดธุรกิจต้องหยุดชะงัก เงินหมด งานไม่มี สามีเริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และทำร้ายร่างกายหนักมากขึ้น จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และแจ้งความดำเนินคดีทำร้ายร่างกายกับสามี 

ลูกกลัวพ่อจนไม่อยากพูดภาษาเยอรมัน แล้วจะไปฉีกพาสปอร์ตทิ้ง ตอนแรกเราคิดว่าเราทนเพื่อลูก แต่พอเห็นลูกเป็นแบบนี้เราเลยตัดสินใจลุกขึ้นสู้ เพราะไม่อยากให้ลูกได้รับพฤติกรรมรุนแรงจากพ่อแบบนี้ และขอให้ทุกคนที่ถูกทำร้ายอย่าทน ถ้าแจ้งตำรวจแล้วทำอะไรไม่ได้ ก็ติดต่อมูลนิธิฯ ที่จะเข้ามาช่วยแทน

"เหล้า" ปัจจัยหลักเกิดความรุนแรงในครอบครัว

น.ส.รุ่งอรุณ​ ลิ้มฬกะภัณ รักษาการ​ ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก​ สสส.​ ระบุว่า ความรุนแรงในครอบครัวที่ผู้หญิงและเด็กได้รับ มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักที่พบคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักจะเป็นปัจจัยร่วมสำคัญ โดยเฉพาะช่วง COVID-19 ที่ทุกคนอยู่บ้าน จนอาจทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน ขาดรายได้ เมื่อมีปัญหาก็เริ่มมีการใช้ความรุนแรง ฝ่ายที่ถูกกระทำก็จะเริ่มเกิดความกลัว กระทบจิตใจ และปัญหาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในต่างประเทศก็มีรายงานสถิติการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้นในช่วง COVID-19 ด้วย


น.ส.รุ่งอรุณ​ ระบุอีกว่า สสส.ได้พยายามเข้าให้ข้อมูลและช่วยเหลือเพื่อให้กลุ่มคนที่ใช้ความรุนแรงเนื่องจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลด ละ เลิก ช่วยให้สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวลดลงไปได้ โดยการแก้ปัญหาจากปัจจัยหลัก สำหรับใครที่ต้องการคำปรึกษาสามารถโทรมาได้ที่สายด่วน 1413 หรือหากมีปัญหาความรุนแรงก็สามารถติดต่อมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน