จี้แก้ปัญหาขยะพิษภาคตะวันออก ที่ชาวบ้านแบกรับ

จี้แก้ปัญหาขยะพิษภาคตะวันออก ที่ชาวบ้านแบกรับ

จี้แก้ปัญหาขยะพิษภาคตะวันออก ที่ชาวบ้านแบกรับ

รูปข่าว : จี้แก้ปัญหาขยะพิษภาคตะวันออก ที่ชาวบ้านแบกรับ

เวทีขยะพิษภาคตะวันออก ฉายซ้ำความทุกข์ชาวบ้านแบกรับผลกระทบ จากคำสั่งคสช. สู่นโยบายการนำเข้าขยะพลาสติก

วันนี้ (30 ส.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวทีจุดประกายความคิดร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะพิษภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน มีตัวแทนชาวบ้านจาก 5 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และ สระแก้ว ที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานประกอบกิจการขยะ รวมตัวกันอีกครั้ง ตอกย้ำว่าความทุกข์ร้อนของชาวบ้านยังไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจัง

นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงงานกิจการขยะ สาเหตุหนึ่งมาจากการลักลอบทิ้งกากของเสีย เพราะโรงงานบำบัด กำจัดกากไม่เพียงพอโรงงานที่เป็นผู้ก่อกำเนิดมีมากกว่า คิดเป็น อัตราส่วน 40 : 1 นอกจากนี้ค่ากำจัดกากยังมีมูลค่าสูง ไม่สัมพันธ์กับบทลงโทษ

 

ขณะที่ น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง มูลนิธิบูรณนิเวศ ระบุถึงการขยายตัวของโรงงานกิจการขยะ สัมพันธ์กับการนำเข้าขยะพลาสติกและวัสดุที่ใช้แล้วจากต่างประเทศ ตั้งแต่ปี2557-2561 พบจำนวน 9 แสนตัน ในปี 2564 ยังมีแผนนำเข้าเศษพลาสติก 6.5 แสนตัน และเตรียมผลักดันให้พื้นที่ EECนำเข้าพลาสติกได้อย่างเสรี

โรงงานรีไซเคิลขยะต้องทำ EIA เพราะเห็นชัดแล้วว่า โรงงานก่อให้เกิดมลพิษและสร้างผลกระทบกับชุมชน และกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเป็นหน่วยงานฟื้นฟูในฐานะหน่วยงานอนุญาต

ด้าน น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ Enlaw ชี้ให้เห็นถึงจำนวนโรงงานประกอบกิจการขยะ ประเภท 101 105 106 รวม 725 โรง ใน 5 จังหวัดภาคตะวันออก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังมีคำสั่งคสช.ที่ 4/2559 อนุญาตให้โรงงานประเภทนี้สร้างในพื้นที่สีเขียวได้

เวทีแก้ไขปัญหาขยะพิษภาคตะวันออก จึงเสนอให้ประเมินศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับ การขยายตัวของโรงงานกิจการขยะ

เราเคยเสนอให้โรงงานกิจการขยะต้องประเมินศักยภาพพื้นที่ เพื่อประเมินมลพิษที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชน แต่ข้อเสนอไม่เคยได้รับการตอบรับ

Enlaw ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านเมื่อลุกขึ้นปกป้องสิ่งแวดล้อม กรณีนักปกป้องสิทธิคนรักษ์กรอกสมบูรณ์ จ.ปราจีนบุรี ถูกโรงงานฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท วิธีการเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านมีภาระการต่อสู้ทางคดี และส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน

กลับขึ้นด้านบน